วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผ่าปมไทยไม่ให้ ‘Starlink’ ถือหุ้น 100% บอร์ดอวกาศฯ หวั่นนอมินีครอบงำธุรกิจ

กรณี Starlink ของ SpaceX กลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยอีกครั้ง ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐาน "Space Economy" เพื่อเปิดทางดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการ และเตรียมปรับกฎหมายอวกาศให้ทันเทคโนโลยี 

แต่ในอีกด้านหนึ่งไทยยังยืนยันชัดว่า ไม่เปิดทางให้ SpaceX ถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคมดาวเทียมของไทย 100% เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องการลงทุน หากแต่โยงถึง “อธิปไตย ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ หรือ บอร์ดอวกาศ ครั้งแรก โดยได้เดินหน้าวางกรอบใหม่สำหรับกิจการอวกาศไทย โดยเฉพาะการจัดทำ ร่างนโยบาย Landing Rights สำหรับพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการในประเทศ

สาระสำคัญจึงอยู่ที่คำถามว่า ไทยจะ “เปิด” อวกาศให้ต่างชาติเข้ามาได้แค่ไหน และจะเปิดอย่างไรโดยไม่เสียอำนาจกำกับดูแลของประเทศ

ทำไมไทยถึงไม่ให้ SpaceX ถือ 100%

หากพิจารณาแล้วข้อขัดแย้งเรื่อง SpaceX ต้องการถือหุ้น 100% ในการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และรัฐบาลไทยก็แสดงจุดยืนไว้ชัดเจนแล้วว่า หากเป็นการประกอบกิจการในไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกติกาของไทย

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2569 จึงไม่ใช่ “ดีลใหม่ที่เพิ่งล่ม” แต่เป็นการนำประเด็นเดิมกลับมาเล่าใหม่ หรือเรียกได้ว่าเป็น ดราม่า Starlink รีรัน ที่แก่นของปัญหายังอยู่ที่เดิม คือ SpaceX ต้องการสิทธิบริหาร 100% ขณะที่ไทยไม่สามารถเปิดทางให้ได้ตามเงื่อนไขที่เสนอ

กิจการดาวเทียมคือความมั่นคงของชาติ

ย้อนกลับไปวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ให้การต้อนรับผู้บริหาร SpaceX เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ รวมถึงการสนับสนุนนโยบายกิจการอวกาศของประเทศไทย และมีการแนะนำบริการเครือข่ายดาวเทียม Starlink 

หลังจากนั้นปมสำคัญก็ถูกเปิดออก เพราะตัวนายไชยชนก เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า การหารือกับ SpaceX ก็เพราะบริษัทต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีเงื่อนไขคือการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะจัดตั้งบริษัทเองและถือหุ้น 100% ไม่ร่วมกับบริษัทไทย หากรัฐบาลไทยไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้ ก็ไม่ขอเข้ามาลงทุน

จุดยืนของรัฐบาลไทยในเวลานั้นชัดเจนว่า ไม่สามารถรับข้อเสนอดังกล่าวได้ โดยให้เหตุผลทั้งเรื่องกฎหมายและความปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกิจการเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ไม่ใช่เพราะไทยไม่เอาเทคโนโลยีดาวเทียม ไม่ใช่เพราะไทยไม่ต้องการ SpaceX และไม่ใช่เพราะรัฐบาลไทยปิดประเทศ แต่เพราะข้อเสนอที่นำมาวางบนโต๊ะคือ 100% Foreign Ownership ซึ่งเป็นจุดที่ไทยไม่สามารถตอบตกลงได้ตามกรอบที่กำหนดไว้

เปิดให้บริการไม่เท่ากับเปิดกิจการ

ประเด็นนี้ไม่ใช่การปิดประเทศหรือปฏิเสธเทคโนโลยี Starlink แต่เป็นการแยกระหว่าง “เปิดให้บริการ” กับ “เปิดให้ถือครองกิจการทั้งหมด”

ก่อนหน้านี้ นายไชยชนก เปิดเผยว่า SpaceX ต้องการจัดตั้งกิจการในไทยในรูปแบบที่ต่างชาติถือหุ้น 100% โดยบริษัทมองว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อจำเป็นต่อการเข้ามาลงทุน แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่สามารถรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ หากกิจการนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและความมั่นคงดิจิทัลของประเทศ

เหตุผลสำคัญคือ กิจการโทรคมนาคมไม่ได้ถูกมองเป็นธุรกิจทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศต้องสามารถกำกับดูแลได้ ขณะที่กฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นของต่างชาติในกิจการที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ โดยหลักของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามประเภทกิจการ และหากเป็นกิจการที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั้นด้วย 

ที่สำคัญ รัฐบาลไม่ได้ต้องการให้เกิดการใช้ “นอมินี” เพื่อหลบข้อจำกัดดังกล่าว โดยตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการหลังจัดตั้งบริษัท เพื่ออุดช่องโหว่การใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางให้ต่างชาติ

ยิ่ง Starlink ใช้ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ซึ่งสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่กว้างโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโครงข่ายภาคพื้นดินแบบเดิม ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องอินเทอร์เน็ต แต่ยังเชื่อมโยงกับความมั่นคง การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน และการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ

ประเด็นนี้ถูกย้ำอีกครั้งในการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยนางกิริดา เภาพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุเมื่อ 5 สิงหาคม 2569 ว่า ไทยยังไม่ต้องการให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามาตั้งกิจการโทรคมนาคมดาวเทียมวงโคจรต่ำแบบถือหุ้นทั้งหมด โดยมองว่าเป็นเรื่อง “อธิปไตย” และประเด็นนี้จะถูกหยิบขึ้นหารือในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ รอบถัดไปช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

เปิดรับดาวเทียมต่างชาติ แต่ต้องมีเงื่อนไข

ท่าทีของไทยจึงไม่ได้หมายถึงการปิดประตู Starlink เพราะในวันเดียวกับที่รัฐบาลยืนยันกรอบการถือหุ้น คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติก็กำลังเดินหน้า Landing Rights เพื่อเปิดทางให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการในไทย ภายใต้กติกาของประเทศ

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ บอร์ด กสทช. ที่ก่อนหน้านี้ได้เสนอให้ปรับระบบการอนุญาตจากรูปแบบเดิมที่มีลักษณะ Exclusive ไปสู่การแยกใบอนุญาตเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • Landing Right
  • Gateway
  • Satellite Services

โดยกรอบการออกใบอนุญาตใหม่นี้ยังมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาสมดุลการแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีทางเลือกเข้าถึงบริการสื่อสารคุณภาพสูง ขณะเดียวกันต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

รัฐขอ “ส่วนแบ่งจากวงโคจร” คืนสู่สาธารณะ

อีกประเด็นสำคัญจากการประชุมบอร์ดอวกาศคือ การบริหารจัดการช่องสัญญาณดาวเทียมสื่อสารที่รัฐจะได้รับจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม โดยนำมาใช้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สำหรับ ภารกิจของรัฐและบริการสาธารณะ หรือ State Use and Public Services

แนวคิดนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองวงโคจรและทรัพยากรอวกาศเป็นเพียงพื้นที่ทำธุรกิจ แต่ต้องการให้ผลประโยชน์บางส่วนย้อนกลับมาสู่ประชาชน ทั้งในงานบริการสาธารณะ ภารกิจภาครัฐ และด้านความมั่นคง

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการกำหนดกติกาสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ให้บริการดาวเทียมขนาดใหญ่ จึงมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจว่าจะ “ให้เข้าหรือไม่ให้เข้า”

จาก Starlink สู่ New Space Economy

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมบอร์ดอวกาศของไทยกำลังขยับยุทธศาสตร์อวกาศในวงกว้างกว่าการนำอินเทอร์เน็ตดาวเทียมเข้ามาให้บริการ โดยคณะกรรมการฯ วาง 3 แกนหลัก ได้แก่

เศรษฐกิจอวกาศ - เน้นการสร้างระบบนิเวศที่เปิดให้เกิดการแข่งขันและการลงทุน

ความมั่นคง - เร่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังและบริหารจัดการจราจรทางอวกาศ หรือ Space Traffic Management เพื่อรับมือภัยคุกคามทั้งดิจิทัล ไซเบอร์ และห้วงอวกาศ

เทคโนโลยี - เตรียมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาดาวเทียมสำรวจโลก ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Thailand Spaceport และนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้กับภาคเกษตร การจัดการภัยพิบัติ และการติดตามมลพิษ PM2.5 รวมถึงเร่งพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมอวกาศ

ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเร่งจัดทำและทบทวน ร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ และร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ.2566–2580 ให้ทันบริบทใหม่ ทั้งเทคโนโลยี การลงทุน มูลค่าทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง

โจทย์จริงจึงไม่ใช่ เอา Starlink หรือไม่

เมื่อมองภาพทั้งหมด จะเห็นว่าไทยไม่ได้เดินสวนทางกับ SpaceX หรือเทคโนโลยีดาวเทียมต่างชาติ ตรงกันข้าม ไทยกำลังพยายามสร้างกติกาเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาได้ แต่ต้องเข้ามาภายใต้เงื่อนไขที่รัฐยังควบคุมได้

เพราะหากยอมให้ SpaceX ถือหุ้น 100% ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคมดาวเทียมวงโคจรต่ำ นั่นอาจหมายถึงการเปิดทางให้บริษัทต่างชาติรายเดียวมีอำนาจทางธุรกิจสูงในโครงสร้างพื้นฐานที่มีนัยต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องระวังอีกด้าน คือ หากกฎเข้มจนเกินไป ประเทศอาจเสียโอกาสจากเทคโนโลยีและเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่ New Space Economy

ดังนั้น สมการของไทยจึงไม่ใช่ Starlink หรือไม่ Starlinkแต่คือ จะเปิด Space Economy อย่างไร โดยไม่ยกอำนาจกำกับอวกาศของประเทศให้ใครทั้งหมด