วัฒนธรรมองค์กรแบบอนุรักษนิยมและกลัวความผิดพลาด ทำให้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงนำเอไอใช้ในงานสำคัญ ปัญหาเชิงโครงสร้างจากระบบไอทีที่เก่า ประกอบกับการที่แรงงานญี่ปุ่นยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลที่เพียงพอ แม้รัฐบาลเร่งส่งเสริม แต่แรงงานญี่ปุ่นใช้เอไอทำงานเพียง 8.4% ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง
KEY POINTS
- วัฒนธรรมองค์กรแบบอนุรักษนิยมและกลัวความผิดพลาด ทำให้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงนำเอไอใช้ในงานสำคัญ
- ปัญหาเชิงโครงสร้างจากระบบไอทีที่เก่า ประกอบกับการที่แรงงานญี่ปุ่นยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลที่เพียงพอ
- แม้รัฐบาลจะพยายามส่งเสริม แต่ในความเป็นจริงมีแรงงานญี่ปุ่นเพียง 8.4% ที่ใช้เอไอทำงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น และผลิตภาพการทำงานที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว รายงานของบีบีซี “Why Japanese firms are being so slow to use AI” ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ญี่ปุ่นควรเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแรงจูงใจสูงในการนำเอไอเข้ามาช่วยทำงาน แต่ในทางปฏิบัติ การใช้เอไอในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นยังเป็นไปอย่างช้าๆ และระมัดระวัง เมื่อเทียบกับสหรัฐและสหราชอาณาจักร
“ท่าทีของญี่ปุ่นต่อเอไอในเวลานี้มีลักษณะคล้ายการแสดงโนห์ ซึ่งเป็นศิลปะการละครดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ดำเนินเรื่องอย่างช้าๆ ตัวละครบนเวทีต่างเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องลงมือทำ แต่การเคลื่อนไหวยังคงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ” บีบีซีกล่าว
รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เผยแพร่ช่วงปลายปี 2568 ระบุว่า มีแรงงานญี่ปุ่นเพียง 8.4% ที่ใช้เอไอเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าหลายประเทศอย่างมาก
สถิติอีกชุดหนึ่งระบุว่า สหรัฐมีแรงงานที่ใช้เอไอในการทำงานอยู่ที่ 50% ขณะที่สหราชอาณาจักรอยู่ที่ 32% ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีการนำเอไอมาใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมากที่สุดในเอเชีย มีแรงงาน 56% ที่ใช้เอไอหลายครั้งต่อสัปดาห์
วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความรอบคอบและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ออสติน ซู (Austin Xu) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัปสัญชาติอเมริกัน Kuse AI ซึ่งเพิ่งเปิดสำนักงานในญี่ปุ่นเพื่อขายระบบเอไอให้กับบริษัทท้องถิ่น ให้ความเห็นว่าสาเหตุหลักมาจากวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่นที่ยึดถือความอนุรักษนิยมและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเป็นสำคัญ
“ในบางองค์กร การตัดสินใจต้องผ่านหลายขั้นตอนและต้องได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ช้า โดยเฉพาะงานที่ต้องติดต่อกับลูกค้า บริษัทแทบไม่ยอมรับความผิดพลาดจากเอไอ บางแห่งจึงยอมปล่อยให้ตำแหน่งงานว่าง มากกว่าที่จะให้เอไอเข้ามาทำงานแทนคน” ซูกล่าว
ซูเปรียบเทียบว่าสถานการณ์ในสหรัฐนั้นแตกต่างมาก เพราะบางบริษัทเปิดโอกาสให้ระบบเอไอที่ทำงานได้อย่างอิสระมีบทบาทมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลิตภาพ โดยแนวคิดของผู้บริหารในสหรัฐมักจะเป็นลักษณะ “ให้ลองทำไปก่อน แล้วค่อยแก้ไขทีหลัง” ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นที่ต้องการหลักฐานยืนยันความน่าเชื่อถือของเอไอมากกว่าจะกล้าเริ่มใช้งานจริง
พาริซา ฮากีเรียน (Parrisa Haghirian) ศาสตราจารย์ด้านการบริหารจัดการระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเกียวโตด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูง เห็นสอดคล้องกันว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงระมัดระวังเกินไปเมื่อต้องพิจารณานำเอไอมาใช้
เธอชี้ว่า ความท้าทายในการนำเอไอมาปรับใช้นั้นไม่ต่างจากความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในบริษัทญี่ปุ่นโดยทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่การใช้เอไอในที่ทำงานยังคงถูกจำกัดขอบเขตและดำเนินไปอย่างระมัดระวังอย่างมาก
ฮากีเรียนยังเปรียบเทียบเพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมของสหรัฐมีความกล้าได้กล้าเสียในเชิงธุรกิจมากกว่า ขณะที่บริษัทญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวสูงต่อความผิดพลาด ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร เนื่องจากเอไอยังไม่มีความน่าเชื่อถือที่สมบูรณ์แบบ
ในญี่ปุ่นจึงมักนำไปใช้กับงานที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การเขียนเอกสาร การสรุปความ หรือการรวบรวมข้อมูล มากกว่าจะนำไปใช้กับงานหลักขององค์กรหรือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยรวม
แม้แต่โรงพยาบาลบางแห่งยังใช้เอกสารกระดาษ
ความแตกต่างด้านความพร้อมทางดิจิทัลยิ่งเห็นได้ชัดในภาคสาธารณสุขของญี่ปุ่น ซึ่งบีบีซีระบุว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่นำเอไอมาใช้ช้าที่สุด
โรงพยาบาลบางแห่งยังไม่ได้เปลี่ยนแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทำให้ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในรูปเอกสารกระดาษ พนักงานโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวถึงปริมาณเอกสารที่สะสมอยู่ในระบบว่า “เอกสารกระดาษสะสมในปริมาณที่น่าตกใจ มันเหมือนกับยุคหิน”
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามเร่งการนำเอไอมาใช้
รัฐบาลญี่ปุ่นรับรู้ถึงปัญหาการนำเอไอมาใช้ในระดับต่ำ และพยายามผลักดันให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้มากขึ้น
เมื่อปี 2568 รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายส่งเสริมเอไอ หรือ AI Promotion Act ซึ่งมีแนวทางใช้การกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวดเกินไป เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจลงทุนและพัฒนาเอไอมากขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเป้าหมายให้ประเทศกลายเป็น “ประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลกสำหรับการพัฒนาและการใช้เอไอ”
เหตุผลคือ รัฐบาลมองว่า การเพิ่มการใช้เอไอสามารถช่วยแก้ปัญหาผลิตภาพของญี่ปุ่นได้ ปัจจุบันญี่ปุ่นยังมีระดับผลิตภาพที่แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นให้ภาพที่แตกต่างออกไป โดยระบุว่า ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่น 75% ใช้เทคโนโลยีเอไอแล้ว เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 11% เมื่อ 5 ปีก่อน
ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มใช้เอไอแล้ว แต่เสียงวิจารณ์ต่อข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า การนับว่าบริษัทใช้เอไอไม่ได้หมายความว่าพนักงานส่วนใหญ่ในบริษัทกำลังใช้เอไอ หรือบริษัทนำเอไอเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานหลัก
นักวิจารณ์มองว่า ในบริษัทจำนวนมาก มีพนักงานเพียงสัดส่วนเล็กๆ ที่ใช้เอไอ และการใช้งานก็อยู่ในระดับจำกัด
ความแตกต่างระหว่าง “บริษัทที่มีการใช้เอไอ” กับ “แรงงานที่ใช้เอไอเป็นส่วนหนึ่งของงาน” จึงเป็นประเด็นสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ของญี่ปุ่น ตัวเลข 75% สะท้อนว่าบริษัทจำนวนมากเริ่มแตะเทคโนโลยีแล้ว แต่ตัวเลข 8.4% ของแรงงานที่ใช้เอไอในการทำงานสะท้อนว่าการใช้งานในระดับบุคคลยังไม่ได้แพร่หลายเท่ากัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอไออย่างเดียว แต่อยู่ที่คนและระบบเดิม
ศาสตราจารย์ยาซูชิ โอกาซาวาระ (Yasushi Ogasawara) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสังคมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยเมจิ ให้ความเห็นว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการที่กำลังแรงงานของญี่ปุ่นยังมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีไม่เพียงพอ
เขาระบุว่า แม้คนญี่ปุ่นจะชื่นชอบการเล่นอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างสมาร์ตโฟน แต่ระดับความรู้ด้านดิจิทัลโดยรวมของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ
ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานฉบับหนึ่งเมื่อต้นปี 2569 ซึ่งระบุว่า ญี่ปุ่นจะเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีเกือบ 800,000 คน ภายในปี 2573 นอกจากนี้ หลายบริษัทยังต้องต่อสู้กับปัญหาระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้าสมัย โดยราวร้อยละ 60 ของระบบที่ใช้งานอยู่มีอายุมากกว่า 20 ปีแล้ว
โอกาซาวาระยังชี้อีกว่า บริษัทญี่ปุ่นอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานมากกว่าจะเร่งพัฒนาเอไอที่อาจนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงาน เขาอธิบายว่าแม้รัฐบาลจะพูดถึงเรื่องเอไอ การฝึกทักษะใหม่ และทักษะดิจิทัลอยู่เสมอ แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยากที่จะปรับทรัพยากรบุคคลให้เข้ากับทักษะดิจิทัลได้ เนื่องจากเป้าหมายอันดับแรกของนโยบายคือการรักษาระดับการจ้างงานเต็มรูปแบบเอาไว้
สัญญาณการเปลี่ยนแปลงในหมู่บริษัทรุ่นใหม่
แม้ภาพรวมจะยังเชื่องช้า แต่ก็เริ่มมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในด้านการสรรหาบุคลากร โดยบางบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับความรู้ด้านเอไอ เป็นเกณฑ์หนึ่งในการรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน
ตัวอย่างในภาคเอกชน บริษัทการค้าขนาดใหญ่อย่าง คาเนมัตสึ (Kanematsu) ได้ว่าจ้างบัณฑิตที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี อย่าง อุตะ ยามางูจิ (Uta Yamaguchi) ซึ่งเข้าร่วมงานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ยามางูจิเล่าว่า ตนเองใช้เอไอในการทำงานค่อนข้างบ่อย และเพื่อนร่วมงานหลายคนก็ใช้งานกันมากเช่นกัน โดยนำมาใช้สำหรับการเขียนอีเมลให้หัวหน้างาน การสรุปเอกสารที่มีความซับซ้อน รวมถึงการบันทึกและสรุปเนื้อหาการประชุม
อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า เมื่อเทียบกับสหรัฐแล้ว เอไอที่สามารถจัดการงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเองอย่างอิสระนั้น แทบไม่เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นเลย ทั้งนี้ บริษัทของเธอซึ่งขึ้นชื่อว่ามีแนวคิดก้าวหน้า ได้เริ่มนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้งานแล้ว
โอกาซาวาระให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงในสังคมญี่ปุ่นนั้นมีขอบเขตที่จำกัด สังคมญี่ปุ่นคาดหวังการปฏิรูปที่ไม่สร้างความเจ็บปวดหรือแรงเสียดทานให้ใคร ดังนั้น การปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคนจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดขึ้นได้
บีบีซีรายงานว่า แม้คำว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” หรือ disruption อาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการต้อนรับในสังคมธุรกิจญี่ปุ่น แต่หากการเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้น การเพิ่มผลิตภาพที่ญี่ปุ่นต้องการก็อาจยังเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก





