ประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวสำคัญด้านเทคโนโลยีควอนตัม หลังมีการเปิดตัว Quantum Club Thailand แพลตฟอร์มความร่วมมือระดับประเทศที่มุ่งเชื่อมโยงภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม สตาร์ตอัป นักลงทุน และพันธมิตรเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเร่งพัฒนากำลังคน ผลักดันงานวิจัย และนำเทคโนโลยีควอนตัมไปสู่การใช้งานจริง
ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ควอนตัมจากสหรัฐ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Quantum Club คือการพัฒนากำลังคนด้านควอนตัม ซึ่งถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางช่วงเวลาที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในเทคโนโลยีควอนตัมอย่างจริงจัง เนื่องจากคาดว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสำคัญในอนาคต ตั้งแต่การแพทย์ พลังงาน โลจิสติกส์ การเงิน การผลิต โทรคมนาคม ไปจนถึงความมั่นคงไซเบอร์
แม้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานจะสามารถจัดหาได้จากตลาดโลก แต่บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ไม่สามารถซื้อหาได้ในระยะสั้น จึงต้องอาศัยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายในประเทศ เพื่อให้ไทยมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. กำลังผลักดันการสร้างกลไกเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมองว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เขาระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนากำลังคนควบคู่ไปกับการผลักดันให้งานวิจัยก้าวออกจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการก่อตั้ง Quantum Club ในฐานะกลไกเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาครัฐเข้าด้วยกัน
ยศชนันอธิบายภาพรวมของเทคโนโลยีอนาคตว่า เอไอ สเปซเทค พลังงาน นิวเคลียร์ ชีววิทยาศาสตร์ และควอนตัม ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล
เมื่อเอไอต้องการข้อมูลมากขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นจะมาจากทั้งเซนเซอร์บนพื้นดิน ระบบชีวภาพ และข้อมูลจากอวกาศ ซึ่งนำไปสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทั้งด้านการเกษตร การแพทย์แม่นยำ เทคโนโลยีชีวภาพ การจัดการภัยพิบัติ เศรษฐกิจอวกาศ แต่เมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการประมวลผล จึงเป็นที่มาของความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม
ยศชนันยังกล่าวถึงการเดินทางไปยังฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม เพื่อศึกษาทิศทางเทคโนโลยีของโลก โดยพบว่า ไทยมีจุดแข็งด้านบุคลากรพื้นฐาน โดยเฉพาะนักเรียนไทยที่มีผลงานโดดเด่นในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการด้านฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โฟโตนิกส์และควอนตัมได้ในอนาคต
การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมไม่ได้เป็นเรื่องที่แยกขาดจากเทคโนโลยีอื่น แต่เชื่อมโยงกับแนวโน้มสำคัญของโลกในปัจจุบัน ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ เศรษฐกิจจีโนมิกส์ ไปจนถึงเศรษฐกิจอวกาศ เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล และต้องการศักยภาพการคำนวณที่สูงกว่าระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม
QTRic เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครือข่ายมีนักวิจัยกว่า 120 คน จาก 19 องค์กรพันธมิตร และมีต้นแบบเทคโนโลยีควอนตัมแล้วมากกว่า 80 รายการ ซึ่งจะถูกนำมาต่อยอดผ่าน Quantum Club เพื่อสร้างกรณีศึกษาการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า เทคโนโลยีควอนตัมมีศักยภาพในการสร้างผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและโครงข่าย การจำลองสถานการณ์ที่ซับซ้อน ปัญญาประดิษฐ์ควอนตัม และระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ยุคใหม่ที่ต้องรองรับความสามารถของคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต
“การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัมไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ศูนย์ข้อมูล หรือเครื่องจักร แต่คือ คน เพราะเทคโนโลยีสามารถจัดหาได้ แต่บุคลากรที่สามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ต้องอาศัยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายในประเทศ” ศุภชัยกล่าว
เขามองว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญอยู่แล้ว ทั้งบุคลากร นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่ขาดคือกลไกในการเชื่อมโยงศักยภาพเหล่านี้เข้าด้วยกันให้เกิดเป็นระบบนิเวศเดียว Quantum Club จึงถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และพันธมิตรระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งให้เกิดงานวิจัย นวัตกรรม และการนำไปใช้จริงในภาคเศรษฐกิจ
“ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากประเทศที่ติดตามเทคโนโลยี มาเป็นประเทศที่ร่วมสร้างเทคโนโลยี เราไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้เอไอหรือควอนตัม แต่ต้องมีนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการของเราเอง ความสำเร็จของเทคโนโลยีไม่ได้วัดจากจำนวนงานวิจัยเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการแก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน”
เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม Quantum Club จึงวางโครงสร้างการดำเนินงานผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ Quantum Academy (พัฒนาคน), Quantum Industry Lab (เชื่อมธุรกิจกับงานวิจัย), และ Quantum Innovation Challenge (สร้างนวัตกรรมและสตาร์ตอัป)
ขณะเดียวกัน qBraid จะเข้ามาสนับสนุนการเข้าถึงแพลตฟอร์มควอนตัม เครื่องมือด้านการพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการไทยสามารถทดลองและพัฒนาโครงการได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างระบบเองทั้งหมด
Quantum Club ยังประกาศ 4 พันธกิจหลัก ได้แก่ การสร้างกำลังคน การสร้างงานวิจัย การสร้างภาคอุตสาหกรรม และการสร้างนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายให้การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของไทยก้าวข้ามจากการศึกษาในห้องทดลองไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการใช้งานจริง
การดำเนินงานระยะแรกมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย เพิ่มประสิทธิภาพด้วยควอนตัม จำลองและสร้างแบบจำลองเสมือนจริง ปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ยุคควอนตัม



