ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีควอนตัม คอมพิวติ้ง (Quantum Computing) หรือคอมพิวเตอร์ควอนตัม กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนถูกมองว่าจะพลิกโฉมการประมวลผลของโลกอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้เทคโนโลยีดังกล่าว จะเปิดโอกาสใหม่ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การเงิน และอุตสาหกรรม แต่อีกด้านหนึ่งอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) กรอบการเตรียมความพร้อมสู่ความปลอดภัยเชิงควอนตัม พ.ศ.2569-2578 (Quantum Security Framework 2569-2578) เพื่อกำหนดทิศทางการกำกับดูแล และวางมาตรการรองรับภัยคุกคามยุคใหม่ ก่อนที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถถอดรหัสระบบเข้ารหัสที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
รับมือภัยไซเบอร์ในอนาคต
หัวใจสำคัญของความท้าทายครั้งนี้คือ ระบบเข้ารหัสข้อมูลแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น RSA, Diffie-Hellman และ Elliptic Curve Cryptography (ECC) ซึ่งเป็นรากฐานการรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต การทำธุรกรรมออนไลน์ ระบบธนาคาร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาจไม่สามารถต้านทานศักยภาพคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ในอนาคต
หากเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาไปถึงระดับที่สามารถถอดรหัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลสำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน อาจตกอยู่ในความเสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความมั่นคงของประเทศ
ด้วยเหตุนี้ สกมช.จึงกำหนดแนวทางเปลี่ยนผ่านสู่ Post-Quantum Cryptography (PQC) ซึ่งเป็น “มาตรฐานการเข้ารหัสรุ่นใหม่” ที่ออกแบบมาให้สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด และสามารถทยอยปรับปรุงผ่านซอฟต์แวร์ได้
โรดแมปเปลี่ยนผ่าน 4 ระยะ
สำหรับร่างกรอบ Quantum Security Framework กำหนดแผนดำเนินงานระยะยาว 10 ปี แบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย
ระยะที่ 0 (ปี 2569) จัดตั้งกลไกขับเคลื่อน และประเมินความพร้อมของประเทศ
ระยะที่ 1 (2569-2570) สำรวจสินทรัพย์ด้านการเข้ารหัส (Crypto Inventory) และประเมินความเสี่ยงของระบบ
ระยะที่ 2 (2570-2573) ทดลองใช้งานระบบแบบ Hybrid ระหว่างเทคโนโลยีเดิมกับมาตรฐาน PQC
ระยะที่ 3 (2573-2578) ขยายผลการใช้งาน PQC ในระบบสำคัญของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานสามารถประเมินความเสี่ยงด้านการเข้ารหัสได้อย่างเป็นระบบ วางแผนการเปลี่ยนผ่านตามมาตรฐานสากล และลดผลกระทบต่อระบบบริการที่สำคัญของประเทศ
นโยบายรับมือวิกฤติ Y2Q
พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ระบุว่า ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมต่อสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า “Y2Q” หรือวิกฤติด้านความมั่นคงไซเบอร์จากยุคควอนตัม ซึ่งอาจสร้างผลกระทบกว้างขวางยิ่งกว่าวิกฤติ Y2K เมื่อกว่า 20 ปีก่อน
นโยบาย “Quantum-Ready 2030” จึงถูกวางขึ้นเพื่อให้ทุกหน่วยงานเริ่มสำรวจระบบเข้ารหัสที่ใช้งานอยู่ ประเมินความเสี่ยง จัดทำแผนเปลี่ยนผ่าน ทดลองใช้งานจริง และทยอยปรับระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลที่ต้องเก็บรักษาเป็นเวลานานให้รองรับมาตรฐานใหม่
พร้อมกันนี้ สกมช.ยังเตรียมจัดตั้ง Quanta Center เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านองค์ความรู้ การทดสอบ การประเมินความพร้อม และการพัฒนาบุคลากรด้าน Post-Quantum Cryptography ของประเทศ สนับสนุนทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้สามารถวางแผนเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นรูปธรรม
ยกระดับนโยบายไซเบอร์ของรัฐ
นอกจากเตรียมรับมือภัยคุกคามจากควอนตัมแล้ว ภาครัฐ ยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ควบคู่กัน โดย สกมช.เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีผลักดันให้การใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) เป็นมาตรฐานภาคบังคับสำหรับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดการพึ่งพาการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านเพียงชั้นเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วย AI และเทคนิคการแฮ็กสมัยใหม่
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านโยบายความมั่นคงไซเบอร์ของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการรับมือภัยคุกคามเฉพาะหน้า ไปสู่การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
การจัดทำกรอบ Quantum Security Framework 2569-2578 จึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานการกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของประเทศในระยะยาว เพื่อรักษาความมั่นคงของข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศ ในวันที่เทคโนโลยีควอนตัมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลโลกอย่างเต็มรูปแบบ
“บีโอไอ” รอเทคฯพร้อมหนุนลงทุนเชิงพาณิชย์
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เทคโนโลยีควอนตัม ถือเป็นเทคโนโลยีที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการวิจัย และพัฒนา
ล่าสุดที่ได้มีการหารือกับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ของสาธารณรัฐประชาชนจีนเกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยีใหม่ของโลก ได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีควอนตัมยังคงไม่ได้มีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ (Commercialization)โดยสถานะขณะนี้ยังคงจำกัดอยู่ในขั้นตอนการทำวิจัยภายในห้องแล็บ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศจีน ประเมินว่า ช่วงเวลาอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเทคโนโลยีโลก ยังคงเป็นเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่าเทคโนโลยีควอนตัม
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการบีโอไอ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอในปัจจุบันมีความยืดหยุ่น และเป็นพลวัต (Dynamic) และบีโอไอพร้อมปรับปรุงเกณฑ์ และเครื่องมือส่งเสริมให้สอดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการใช้กลไกการเจรจารายโครงการผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งสามารถออกแบบมาตรการจูงใจให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นได้
“แม้เทคโนโลยีควอนตัมจะยังไม่ถึงขั้นผลิตในเชิงอุตสาหกรรมในวงกว้าง ณ ขณะนี้ แต่บีโอไอจะติดตามสังเกตการณ์ และพร้อมที่จะปรับตัว เพื่อให้ประเทศไทยไม่ตกขบวนเทคโนโลยีแห่งอนาคต และรักษาขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาวตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ หากเทคโนโลยีควอนตัมมีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ และคุ้มค่ากับการลงทุน บีโอไอก็พร้อมออกมาตรการสนับสนุนเพื่อดึงเทคโนโลยีนี้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเช่นกัน” นายนฤตม์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



