วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

การ์ทเนอร์เตือน 50% โครงการ GenAI เสี่ยงงบบานปลายภายในปี 2571

การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2571 กว่า 50% ของโครงการ Generative AI จะใช้งบประมาณเกินแผน จากการเลือกใช้เทคโนโลยีไม่เหมาะสมและขาดความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ แนะถึงเวลาปรับกลยุทธ์สู่การใช้งาน AI ที่สร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและความยั่งยืน

การ์ทเนอร์ เผยผลวิจัยล่าสุดว่า ภายในปี 2571 โครงการ Generative AI (GenAI) อย่างน้อย 50% มีแนวโน้มใช้งบประมาณสูงกว่าที่วางไว้ สาเหตุหลักมาจากการเลือกสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการขาดความรู้ด้านการนำ ปัญญาประดิษฐ์ AI ไปใช้งานจริงในระดับองค์กร ส่งผลให้หลายโครงการมีต้นทุนสูงกว่าที่คาด ขณะที่ผลตอบแทนกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

กาเบรียล ริกอน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ระบุว่า ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

อย่างไรก็ตาม ยิ่งมีการใช้งาน AI มากขึ้น ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ ฮาร์ดแวร์ และทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านไอที แต่ยังเชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงของทรัพยากร และความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ทำให้การบริหารประสิทธิภาพ AI กลายเป็นโจทย์สำคัญที่องค์กรไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ ผลวิจัยของการ์ทเนอร์สะท้อนว่า ยุคที่องค์กรแข่งขันกันเลือกใช้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ทรงพลังที่สุดโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนกำลังสิ้นสุดลง เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อยอาจต้องแลกกับค่าใช้จ่ายมหาศาล

จากนี้ไป องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่ผู้ที่ใช้ AI ที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นผู้ที่เลือกใช้ AI ได้เหมาะสมที่สุด การ์ทเนอร์จึงเสนอให้องค์กรเปลี่ยนแนวคิดจาก Scale-at-Any-Price หรือการขยายการใช้งานโดยไม่สนใจต้นทุน ไปสู่แนวทาง Efficiency-first หรือ “ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก” เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ต้นทุนแฝงที่หลายองค์กรมองข้าม

การเร่งนำ AI มาใช้งานโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน มักทำให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้โมเดลที่ซับซ้อนเกินความต้องการทางธุรกิจ หรือออกแบบระบบที่ใช้ทรัพยากรมากเกินไป ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ความยืดหยุ่นในการบริหารระบบลดลง

นอกจากนี้ การใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นยังเพิ่มการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน ซึ่งอาจกระทบต่อเป้าหมายด้าน ESG และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับทั้งผลตอบแทนและความยั่งยืนมากขึ้น

วางกลยุทธ์ AI ให้คุ้มค่ากว่าเดิม

การ์ทเนอร์แนะนำว่า องค์กรควรเริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่อง “ประสิทธิภาพ AI” ให้กับทั้งผู้บริหาร ผู้ใช้งาน และทีมพัฒนา เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ทรัพยากรกับผลลัพธ์ทางธุรกิจ

อีกประเด็นสำคัญคือ การจัดลำดับความสำคัญของ Use Case โดยประเมินทั้งมูลค่าทางธุรกิจ ความเป็นไปได้ และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้กับโครงการที่สร้างคุณค่าได้จริง

ในด้านเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา LLM เพียงอย่างเดียว แต่สามารถผสานเทคนิค AI หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบตอบสนองได้เร็วขึ้น มีเสถียรภาพมากขึ้น และใช้ต้นทุนต่ำลง

สำหรับกระบวนการ AI Inference ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้พลังงานสูง องค์กรสามารถลดต้นทุนได้ด้วยการเลือกใช้โมเดลขนาดเล็ก ใช้ฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาสำหรับงาน AI โดยเฉพาะ รวมถึงใช้ระบบแคชชิ่งเพื่อลดการประมวลผลซ้ำ

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส จะช่วยลดทั้งต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ การบริหารปริมาณงาน AI อย่างเหมาะสม เช่น การย้ายงานประมวลผลขนาดใหญ่ไปทำในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ หรือแยกงานที่ต้องประมวลผลแบบเรียลไทม์ออกจากงานแบบ Batch Processing ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

วัดผลให้เห็นคุณค่าทางธุรกิจ

การ์ทเนอร์ ระบุว่า การวัดประสิทธิภาพ AI ไม่ควรดูเพียงต้นทุนที่ลดลง แต่ต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วย

โดยตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ สัดส่วนบุคลากรที่ผ่านการอบรมด้าน AI การเพิ่มสัดส่วนภาระงานที่ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลที่ช่วยลดพื้นที่จัดเก็บและปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งผ่านระบบ รวมถึงอัตราการนำโมเดลและซอฟต์แวร์กลับมาใช้ซ้ำในหลายโครงการ เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน

การ์ทเนอร์ สรุปว่า การแข่งขันด้าน AI ในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันที่การใช้โมเดลขนาดใหญ่ที่สุด แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วยต้นทุนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ การฝังแนวคิด “ประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก” ลงในทุกขั้นตอนของการพัฒนาและใช้งาน AI จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันและข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น