ผมเขียนสวนกระแสไปว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้คนน้อยมาก เงินลงทุนส่วนใหญ่คือการนำเข้าเซิร์ฟเวอร์จากต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลระบบจริงๆ ก็รีโมทเข้ามาได้ และยิ่งเราใช้คลาวด์ของ Big Tech มากขึ้น เงินตราก็ยิ่งไหลออกนอกประเทศ คำถามที่ควรถามมากกว่าคือบริษัทเหล่านี้จะลงทุนด้านการศึกษาและ Reskill/Upskill คนไทยเท่าไร
วันนี้เรามีข้อมูลจากการสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น และตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับที่ผมกังวลไว้ สัดส่วนการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศหรือข้อมูลภายในประเทศของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มีอยู่น้อยมาก และอุปกรณ์เกือบทั้งหมดต้องนำเข้า
เรื่องการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญไอทียิ่งชัดกว่านั้น ถ้าใช้สมมติฐานแบบหยาบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งใช้บุคลากรประจำราว 50-60 คน จากข้อมูลที่มีว่าปัจจุบันมีศูนย์ที่เปิดดำเนินการแล้วราว 40 แห่ง เราจะได้ตัวเลขการจ้างงานในอุตสาหกรรมอยู่ราว 2,600–3,500 ตำแหน่งเมื่อรวมฝ่ายสนับสนุน แม้สมมติว่าโครงการทั้งหมดในแผน 2,888 เมกะวัตต์สร้างเสร็จ ตัวเลขก็อยู่ที่ 8,700-17,600 ตำแหน่ง
ที่น่าสนใจที่สุด คือ ช่องว่างระหว่างเงินลงทุนกับรายได้ ปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมกิจการดาต้าเซ็นเตอร์สะสมมี 36 โครงการ มูลค่า 728,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนกว่า 7 เท่า แต่จากรายงานอุตสาหกรรมและข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ รายได้ที่รับรู้ในไทยของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังอยู่ในช่วงหลักหมื่นล้านบาท หากดูจากงบการเงินที่บริษัท hyperscaler จดทะเบียนในไทยเปิดเผยตัวเลขรายได้ที่รับรู้ในไทยยังอยู่เพียงระดับหลายพันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินขนาดตลาดคลาวด์ไทยที่ราว 80,000 ล้านบาทอยู่มาก ส่วนต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริการจำนวนมากยังออกใบแจ้งหนี้จากนิติบุคคลในต่างประเทศ
โจทย์ที่หนักขึ้นคือดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังจะเข้ามาไม่ใช่แบบเดิม มันคือ AI Factory ที่ออกแบบมาเพื่อเทรนและรันโมเดลเอไอ หัวใจคือ GPU จำนวนมหาศาล ตลาด colocation ของไทยวันนี้ยังมีความหนาแน่นเฉลี่ยต่อแร็คอยู่ในระดับหลักไม่กี่ถึงหลักสิบกิโลวัตต์ ขณะที่ภาระงานเอไอต้องการราว 30–100 กิโลวัตต์ต่อตู้ และบางโครงการถูกออกแบบให้รองรับได้ถึงระดับร้อยกิโลวัตต์ขึ้นไปต่อแร็ค หมายความว่าดาต้าเซ็นเตอร์เดิมของเราแทบทั้งหมดรองรับงานเอไอไม่ได้ ต้องสร้างใหม่ ใช้ระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว (liquid cooling) และออกแบบโครงสร้างรับน้ำหนักพื้นใหม่
ผลกระทบด้านไฟและน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ค่าไฟคิดเป็นราวร้อยละ 50-60 ของต้นทุนดำเนินงาน และต้นทุนพลังงานไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคราวหลักสิบเปอร์เซ็นต์ ปัญหาไม่ใช่กำลังผลิตไฟไม่พอ แต่เป็นคอขวดของระบบสายส่ง โครงการที่ใช้ไฟเกิน 20 เมกะวัตต์ต้องรอการเชื่อมต่อระบบเป็นเวลาหลายเดือนถึงราวหนึ่งปี ค่า PUE ของศูนย์ทั่วไปในไทยอยู่ใกล้ระดับ 1.5-1.6 ขณะที่ผู้นำตลาดทำได้ใกล้ 1.2
ด้านน้ำ ดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาดใหญ่ใช้น้ำระดับหมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวันและสูญเสียไปจากการระเหย การศึกษาตลาดประเมินว่าการใช้น้ำหล่อเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ไทยจะเพิ่มจากราว 10.68 พันล้านลิตรในปี 2568 เป็นราว 15.62 พันล้านลิตรในปี 2573 น้ำที่ใช้กับ liquid cooling ต้องสะอาดมาก ข้อกังวลที่ภาควิชาการและภาครัฐหยิบยกตรงกันคือการแย่งน้ำกับภาคเกษตรและภาคประชาชนในฤดูแล้ง
ตัวเลขที่ควรจับตาที่สุด คือ กำลังไฟที่เปิดใช้จริงวันนี้ยังอยู่ระดับหลักหลายร้อยเมกะวัตต์ แต่กำลังไฟที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและพัฒนารวมกันอยู่ระดับหลายพันเมกะวัตต์ หรือมากกว่าหลายเท่าตัว สูงกว่าเป้าหมายเชิงนโยบายที่ 1,000–1,200 เมกะวัตต์ในปี 2570 หลายเท่า
มีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเคยเตือนว่า ชิปเอไอเสื่อมค่าเร็วกว่าอายุสัญญาเช่ามาก และมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อย่างไรก็ต้องสร้าง เพราะเป็นเรื่องอธิปไตยดิจิทัล ทั้งสองพูดถูกในสิ่งเดียวกัน คำถามไม่ใช่ใครสร้างได้มากที่สุด แต่คือใครสร้างมูลค่าจากมันได้มากที่สุด และถ้าเกิดการผลิตมากกว่าความต้องการ ประเทศที่เป็นแค่ผู้ให้เช่าสถานที่จะรับผลกระทบก่อนใคร
หลายประเทศไม่รอให้คำตอบชัดก่อนวางกติกา สหรัฐฯ บังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ทำคำมั่นสัญญาปกป้องผู้จ่ายค่าไฟรายอื่นโดยจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าปกติ ไอร์แลนด์กำหนดว่าโครงการใหม่ต้องมีแหล่งผลิตไฟหรือระบบกักเก็บพลังงานของตัวเอง สหราชอาณาจักรใช้แนวคิดตั้งโซนสำหรับการผลิต AI ให้ส่วนลดค่าไฟกับโครงการที่ช่วยลดภาระโครงข่าย สิงคโปร์ตั้งมาตรฐานคัดเลือกที่เข้มข้นทุกโครงการใหม่ ญี่ปุ่นบังคับ PUE ไม่เกิน 1.3 ตั้งแต่ปี 2572 รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย พักอนุมัติโครงการที่ใช้น้ำมากถึงปี 2570 และอีกปัจจัยที่เปลี่ยนเกมคือภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกร้อยละ 15 ที่ลดทอนอำนาจของมาตรการยกเว้นภาษี ทำให้การแข่งขันย้ายไปสู่ปัจจัยที่ไม่ใช่ภาษี
ในบ้านเราวันนี้บีโอไอเริ่มขยับในทิศทางนี้ โดยพิจารณาโครงการผ่าน 4 มิติ คือความพร้อมด้านไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การบริหารน้ำโดยไม่แย่งน้ำชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มีการวางแผนเพื่อกระจายการลงทุนไปตามที่ต่างๆ มีเงินค้ำประกัน 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์กันการกักตุนโควตาไฟไปขายต่อ คาดว่าค่าไฟจะอยู่ที่ 5-6 บาทต่อหน่วย สูงกว่าอัตราปกติ 3.95 บาท ผูกสิทธิยกเว้นภาษี 8 ปีเข้ากับเกณฑ์ PUE ไม่เกิน 1.3-1.4 และกำหนดให้มีบุคลากรไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในตำแหน่งบริหารและผู้เชี่ยวชาญภายใน 3 ปี รวมถึงเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ดึง SME ไทยเข้าซัพพลายเชน ตั้ง Excellence Center และแบ่งปันกำลังประมวลผลให้ประเทศ นี่คือคำถามเดียวกับที่ผมถามไว้สองปีก่อน เพียงแต่ตอนนี้กลายเป็นเงื่อนไขบนกระดาษแล้ว
สิ่งที่ผมยังกังวลคือเรื่องที่ดูเล็กแต่สำคัญมาก ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดจัดเก็บสถิติกำลังการผลิตและอัตราการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ ข้อมูลทางอ้อมที่ดีที่สุดวันนี้คือปริมาณการขอใช้ไฟจากการไฟฟ้า แล้วเราจะกำกับสิ่งที่เราวัดไม่ได้อย่างไร
บทเรียนจากยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บอกชัดว่า การเป็นฐานการผลิตของโลกไม่ได้ทำให้เราเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และระบบสายส่ง คือแต้มต่อที่เรามีอยู่ในมือ และการต่อรองที่มีความหมายเกิดขึ้นก่อนอนุมัติโครงการ ไม่ใช่หลังเสาเข็มลงไปแล้ว
ผมไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรรับการลงทุน แต่ควรรับมันในฐานะเครื่องมือ ไม่ใช่รางวัล ตัวชี้วัดที่แท้จริงคือหลังการลงทุนเกิดขึ้นแล้ว ประเทศไทยสร้างบริษัทเทคโนโลยี นักวิจัย และนวัตกรรมของตัวเองได้มากขึ้นเท่าไร



