วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

อดีต กสทช. ชี้วิกฤตบอร์ดกระทบภารกิจชาติ จี้รัฐบาลยึดกฎหมายคลายปมคุณสมบัติประธาน

ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช. ยังคงเป็นประเด็นร้อน หลังการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมาไม่สามารถเดินหน้าภารกิจสำคัญได้ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยังคงทำหน้าที่ประธานการประชุม แม้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกรรมการ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในเรื่องสำคัญระดับประเทศ

นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า การที่สำนักงาน กสทช. มีบทบาทเหนือคณะกรรมการ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มเห็นมาตั้งแต่ปลายวาระของ กสทช. ชุดก่อน โดยบุคลากรบางส่วนของสำนักงาน กสทช. มองว่าตนเองเข้าถึงศูนย์อำนาจหรือได้รับการสนับสนุนจากการเมือง จึงกล้าแสดงบทบาทเกินขอบเขตของฝ่ายเลขานุการ จนมีลักษณะชี้นำทิศทางหรือส่งสัญญาณต่อการลงมติของบอร์ด

ในช่วงที่ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี และ พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งสองยังสามารถรักษาบทบาทของคณะกรรมการไว้ได้อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้สำนักงานทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลและดำเนินการตามมติของบอร์ด ไม่ใช่เข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางการตัดสินใจ

นโยบายระดับชาติชะงักงัน

เขาเห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงปัญหาการควบคุมการประชุมและการรักษาขอบเขตอำนาจภายในองค์กร หากปล่อยให้สำนักงานแสดงบทบาทหรือกล่าวพาดพิงประเด็นอ่อนไหวอย่างไม่เหมาะสม ย่อมกระทบต่อศักดิ์ศรีของคณะกรรมการและความน่าเชื่อถือขององค์กรกำกับดูแลโดยตรง

นอกจากปัญหาภายในแล้ว ความขัดแย้งยังทำให้การกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศหยุดชะงัก โดยเฉพาะอนาคตกิจการ โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ผู้ประกอบการยังไม่ทราบแนวทางว่าจะเปิดประมูลคลื่นรอบใหม่หรือไม่ ราคาจะเป็นเท่าใด และจะเหลือจำนวนช่องโทรทัศน์เท่าใด

นพ.ประวิทย์ ระบุว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องได้รับความชัดเจนล่วงหน้า เพื่อวางแผนการลงทุนและตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมประมูลหรือยุติธุรกิจ รวมถึงพิจารณาการเปลี่ยนผ่านไปยังแพลตฟอร์มอื่น ขณะเดียวกันยังมีประเด็นการจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคตว่าจะยังใช้เพื่อกิจการแพร่ภาพ หรือจะนำไปสนับสนุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมอย่าง 5G และ 6G ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งอุตสาหกรรมโทรทัศน์และโทรคมนาคม

แผน USO กำหนดแบบขอไปที

อีกภารกิจที่ได้รับผลกระทบคือการจัดทำแผนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ซึ่งมีเป้าหมายขยายบริการโทรคมนาคมไปยังพื้นที่ห่างไกล โรงเรียน โรงพยาบาลตามแนวชายแดน รวมถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส

นพ.ประวิทย์ อธิบายว่า ในอดีต กสทช. จะจัดทำแผน USO ระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดเป้าหมายและกรอบการลงทุนอย่างเป็นระบบ ก่อนจัดเก็บเงินสมทบจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ต เพื่อนำไปสนับสนุนการขยายโครงข่ายในพื้นที่ที่เอกชนไม่คุ้มค่าจะลงทุน

แต่ใน กสทช. ชุดปัจจุบัน กลับเปลี่ยนมาใช้แผนรายปี โดยแผนเดิมที่สิ้นสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงขยายเวลาออกไปอีกหนึ่งปี โดยยังไม่มีโครงการใหม่หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามถึงความต่อเนื่องของโครงการและระยะเวลาที่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายจะสามารถเข้าถึงบริการได้

เสนอรัฐบาลยึดหลักกฎหมายแก้ปัญหา

นพ.ประวิทย์ เห็นว่า ทางออกของวิกฤตครั้งนี้ต้องยุติการยึดโยงกับตัวบุคคล และกลับมายึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ โดยพิจารณาว่าปัญหาที่ทำให้กรรมการทั้ง 7 คนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว

หากอุปสรรคเกิดจากคนเพียงคนเดียว และบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ เมื่อออกจากตำแหน่งแล้วบอร์ดสามารถกลับมาทำงานได้ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ

ในทางกฎหมาย เขาระบุว่า รัฐบาลควรดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายและแนวคำพิพากษาของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเคยวางหลักว่า หากคำสั่งแต่งตั้งมีข้อบกพร่องร้ายแรงและชัดแจ้ง อาจถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งนั้นมาก่อน

ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ดำรงตำแหน่งขาดคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ผู้รักษาการตามกฎหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ เพื่อให้ปัญหาสิ้นสุดและบอร์ดสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเร็ว

สำหรับข้อเสนอให้รอการดำเนินการผ่านวุฒิสภา นพ.ประวิทย์ ตั้งข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้บัญญัติให้การพ้นจากตำแหน่งต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา

หากรัฐบาลจะเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว จำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะว่าเป็นการดำเนินการเพื่อความรอบคอบ หรือเป็นการประวิงเวลา เพราะผู้รักษาการตามกฎหมายต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว

“ดร.โสรัจจ์” ชี้มติกรรมการสรรหามีผลผูกพัน

ด้าน ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนในทางกฎหมาย โดย นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจอ้างว่าต้องรอพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งได้

กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า หากผู้ได้รับการสรรหามีลักษณะต้องห้าม ให้ถือว่าไม่ได้รับการสรรหาและไม่ได้เป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการรอการโปรดเกล้าฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง

ศ.ดร.โสรัจจ์ ยังเห็นว่า เมื่อปรากฏหลักฐานและผู้ถูกกล่าวหาเองยอมรับว่าไปรับรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นการประกอบงานอื่น อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ถูกวินิจฉัยควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที หากเห็นว่าการวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไปได้ โดยไม่ควรปล่อยให้ข้อพิพาทส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กสทช. และการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศต่อไป