ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช. ยังคงเป็นประเด็นร้อน หลังการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมาไม่สามารถเดินหน้าภารกิจสำคัญได้ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยังคงทำหน้าที่ประธานการประชุม แม้คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกรรมการ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในเรื่องสำคัญระดับประเทศ
นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า การที่สำนักงาน กสทช. มีบทบาทเหนือคณะกรรมการ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มเห็นมาตั้งแต่ปลายวาระของ กสทช. ชุดก่อน โดยบุคลากรบางส่วนของสำนักงาน กสทช. มองว่าตนเองเข้าถึงศูนย์อำนาจหรือได้รับการสนับสนุนจากการเมือง จึงกล้าแสดงบทบาทเกินขอบเขตของฝ่ายเลขานุการ จนมีลักษณะชี้นำทิศทางหรือส่งสัญญาณต่อการลงมติของบอร์ด
ในช่วงที่ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี และ พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งสองยังสามารถรักษาบทบาทของคณะกรรมการไว้ได้อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้สำนักงานทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลและดำเนินการตามมติของบอร์ด ไม่ใช่เข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางการตัดสินใจ
นโยบายระดับชาติชะงักงัน
เขาเห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงปัญหาการควบคุมการประชุมและการรักษาขอบเขตอำนาจภายในองค์กร หากปล่อยให้สำนักงานแสดงบทบาทหรือกล่าวพาดพิงประเด็นอ่อนไหวอย่างไม่เหมาะสม ย่อมกระทบต่อศักดิ์ศรีของคณะกรรมการและความน่าเชื่อถือขององค์กรกำกับดูแลโดยตรง
นอกจากปัญหาภายในแล้ว ความขัดแย้งยังทำให้การกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศหยุดชะงัก โดยเฉพาะอนาคตกิจการ โทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ผู้ประกอบการยังไม่ทราบแนวทางว่าจะเปิดประมูลคลื่นรอบใหม่หรือไม่ ราคาจะเป็นเท่าใด และจะเหลือจำนวนช่องโทรทัศน์เท่าใด
นพ.ประวิทย์ ระบุว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องได้รับความชัดเจนล่วงหน้า เพื่อวางแผนการลงทุนและตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมประมูลหรือยุติธุรกิจ รวมถึงพิจารณาการเปลี่ยนผ่านไปยังแพลตฟอร์มอื่น ขณะเดียวกันยังมีประเด็นการจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคตว่าจะยังใช้เพื่อกิจการแพร่ภาพ หรือจะนำไปสนับสนุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมอย่าง 5G และ 6G ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งอุตสาหกรรมโทรทัศน์และโทรคมนาคม
แผน USO กำหนดแบบขอไปที
อีกภารกิจที่ได้รับผลกระทบคือการจัดทำแผนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ซึ่งมีเป้าหมายขยายบริการโทรคมนาคมไปยังพื้นที่ห่างไกล โรงเรียน โรงพยาบาลตามแนวชายแดน รวมถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส
นพ.ประวิทย์ อธิบายว่า ในอดีต กสทช. จะจัดทำแผน USO ระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดเป้าหมายและกรอบการลงทุนอย่างเป็นระบบ ก่อนจัดเก็บเงินสมทบจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ต เพื่อนำไปสนับสนุนการขยายโครงข่ายในพื้นที่ที่เอกชนไม่คุ้มค่าจะลงทุน
แต่ใน กสทช. ชุดปัจจุบัน กลับเปลี่ยนมาใช้แผนรายปี โดยแผนเดิมที่สิ้นสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงขยายเวลาออกไปอีกหนึ่งปี โดยยังไม่มีโครงการใหม่หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามถึงความต่อเนื่องของโครงการและระยะเวลาที่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายจะสามารถเข้าถึงบริการได้
เสนอรัฐบาลยึดหลักกฎหมายแก้ปัญหา
นพ.ประวิทย์ เห็นว่า ทางออกของวิกฤตครั้งนี้ต้องยุติการยึดโยงกับตัวบุคคล และกลับมายึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ โดยพิจารณาว่าปัญหาที่ทำให้กรรมการทั้ง 7 คนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว
หากอุปสรรคเกิดจากคนเพียงคนเดียว และบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ เมื่อออกจากตำแหน่งแล้วบอร์ดสามารถกลับมาทำงานได้ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ
ในทางกฎหมาย เขาระบุว่า รัฐบาลควรดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายและแนวคำพิพากษาของที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเคยวางหลักว่า หากคำสั่งแต่งตั้งมีข้อบกพร่องร้ายแรงและชัดแจ้ง อาจถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งนั้นมาก่อน
ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ดำรงตำแหน่งขาดคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ผู้รักษาการตามกฎหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ เพื่อให้ปัญหาสิ้นสุดและบอร์ดสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเร็ว
สำหรับข้อเสนอให้รอการดำเนินการผ่านวุฒิสภา นพ.ประวิทย์ ตั้งข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้บัญญัติให้การพ้นจากตำแหน่งต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา
หากรัฐบาลจะเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว จำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะว่าเป็นการดำเนินการเพื่อความรอบคอบ หรือเป็นการประวิงเวลา เพราะผู้รักษาการตามกฎหมายต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว
“ดร.โสรัจจ์” ชี้มติกรรมการสรรหามีผลผูกพัน
ด้าน ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนในทางกฎหมาย โดย นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น จึงไม่อาจอ้างว่าต้องรอพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งได้
กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า หากผู้ได้รับการสรรหามีลักษณะต้องห้าม ให้ถือว่าไม่ได้รับการสรรหาและไม่ได้เป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการรอการโปรดเกล้าฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง
ศ.ดร.โสรัจจ์ ยังเห็นว่า เมื่อปรากฏหลักฐานและผู้ถูกกล่าวหาเองยอมรับว่าไปรับรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นการประกอบงานอื่น อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ถูกวินิจฉัยควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที หากเห็นว่าการวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไปได้ โดยไม่ควรปล่อยให้ข้อพิพาทส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กสทช. และการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศต่อไป


