วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปิดบาดแผล 5 ปี เมื่อผู้บริโภคไม่เคยชนะ ท่ามกลางสุญญากาศ ‘บอร์ด.กสทช.’ ไร้หางเสือ

ตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภค เดินหน้าตรวจสอบ และต่อสู้กับมติสำคัญของ บอร์ด กสทช. ตั้งแต่การควบรวมกิจการโทรคมนาคม การประมูลคลื่นไปจนถึงการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยตั้งคำถามว่าการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระแห่งนี้ให้ความสำคัญกับสิทธิของประชาชนมากพอหรือไม่

กระทั่งมติคณะกรรมการสรรหาที่ชี้ว่า “ประธาน กสทช.” ขาดคุณสมบัติ ไม่เพียงเปิดปมกฎหมาย แต่ยังสะท้อนวิกฤติความเชื่อมั่นขององค์กรกำกับดูแล และทิ้ง “สุญญากาศ” ไว้ท่ามกลางวาระสำคัญที่รอการตัดสินใจ

ควันหลงมติเอกฉันท์ 4:0 ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จนถือว่า "สละสิทธิ์" การเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะต่อเก้าอี้ประธานองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อ และโทรคมนาคมเท่านั้น แต่ยังปลุกคำถามครั้งใหญ่ต่อทิศทางการกำกับดูแลตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

สำหรับสภาองค์กรของผู้บริโภค มติดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนของการต่อสู้ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 5 ปี เพื่อเรียกร้องให้ กสทช. กลับมายึดหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม ความโปร่งใส และการคุ้มครองผู้บริโภค มากกว่าการตัดสินใจที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายใหญ่

ผู้แทนผู้บริโภค แต่เสียงผู้บริโภคกลับไม่เคยดังพอ

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ นพ.สรณ ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ กสทช. ในฐานะผู้แทนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จนได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. เมื่อต้นปี 2565

ในเวลานั้น หลายภาคส่วนคาดหวังว่าองค์กรกำกับดูแลจะมีจุดยืนใหม่ในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาพที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับความคาดหวังของเครือข่ายผู้บริโภค

หลายมติสำคัญที่ส่งผลต่อโครงสร้างตลาด ไม่ว่าจะเป็น การควบรวมกิจการ การประมูลคลื่น หรือการกำหนดมาตรการกำกับดูแล ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่าให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของผู้ประกอบการ มากกว่าผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือไม่ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า เหตุใดผู้แทนที่มาจากฝั่งผู้บริโภค จึงไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจขององค์กรยืนอยู่ข้างประชาชนได้

จุดแตกหักจากควบรวม “ทรู-ดีแทค”

บททดสอบสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อ กสทช. มีมติ “รับทราบ” การควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทค พร้อมกำหนดมาตรการเฉพาะ 22 ข้อ แทนการมีมติอนุญาตหรือไม่อนุญาต

มติดังกล่าวเปลี่ยนโครงสร้างตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยจากผู้เล่นหลัก 3 ราย เหลือการแข่งขันหลักเพียง 2 กลุ่มธุรกิจโดยปริยาย

ขณะนั้น สภาองค์กรของผู้บริโภคคัดค้านตั้งแต่ต้น โดยเห็นว่าการแข่งขันที่ลดลงย่อมกระทบต่อผู้บริโภค ทั้งด้านราคา ทางเลือก คุณภาพบริการ และอำนาจต่อรองในระยะยาว

หลังการควบรวม ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยสะท้อนปัญหาเรื่องแพ็กเกจราคาประหยัดที่ลดลง คุณภาพสัญญาณในบางพื้นที่ และความกังวลต่อการแข่งขันที่หดตัว

 

แม้ กสทช. จะกำหนดเงื่อนไขกำกับดูแลไว้ 22 ข้อ แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการเหล่านั้นได้รับการติดตาม และบังคับใช้อย่างจริงจังเพียงใด และประชาชนสามารถตรวจสอบผลได้มากน้อยแค่ไหน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถตอบข้อกังวลของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่า การควบรวมไม่ได้ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์

ต่อสู้ผ่านศาล เพราะกลไกกำกับดูแลไม่ตอบโจทย์

หลังมติควบรวมเพียงไม่กี่สัปดาห์ สภาองค์กรของผู้บริโภคยื่นฟ้องศาลปกครอง ขอเพิกถอนมติ กสทช. พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว

เหตุผลสำคัญ ได้แก่ การรับฟังความคิดเห็นประชาชนไม่เพียงพอ การใช้เสียงชี้ขาดของประธาน กสทช. ที่ถูกตั้งข้อสังเกต และการตีความอำนาจของ กสทช. ที่อาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

แม้ท้ายที่สุดศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่คดีดังกล่าวกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่า ผู้บริโภคต้องพึ่งพากระบวนการศาล เพื่อท้าทายการใช้อำนาจขององค์กรกำกับดูแล

ควบรวมรอบสอง-ประมูลคลื่น-กองทุน กทปส.

หลังจากนั้น กสทช. ยังมีมติเปิดทางให้การควบรวมกิจการอินเทอร์เน็ตบ้านระหว่าง AIS Fibre กับ 3BB

ในมุมของสภาผู้บริโภค นี่คือ การกระจุกตัวของตลาดอีกขั้นหนึ่ง ขณะที่การกำกับดูแลการแข่งขันยังถูกตั้งคำถาม

นอกจากประเด็นควบรวมแล้ว สภาผู้บริโภคยังติดตามการทำงานของ กสทช. ในหลายเรื่อง ทั้งการยื่นฟ้องหลักเกณฑ์ประมูลคลื่นปี 2568 ที่มองว่าเอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ การตรวจสอบการใช้เงินกองทุน กทปส. สำหรับถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก การกำกับดูแล OTT การจัดการภัยไซเบอร์ รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งหมดสะท้อนภาพเดียวกันว่า เสียงของผู้บริโภคยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัญหาไม่ใช่แค่บุคคล แต่คือ "โครงสร้าง"

บทเรียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่า การเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างการทำงานของ กสทช. ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และกลไกติดตามผลหลังออกมติ

ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้คาดหวังให้องค์กรกำกับดูแลปฏิเสธการควบรวมทุกกรณี แต่ต้องการเห็นการตัดสินใจที่อธิบายได้ มีข้อมูลรองรับ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าผลประโยชน์ของประชาชนได้รับการคุ้มครองจริง

สุญญากาศที่เกิดขึ้น และวาระใหญ่ที่รออยู่

ภายหลังมติคณะกรรมการสรรหา ยังมีคำถามทางกฎหมายว่า หากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการวินิจฉัยในอนาคตว่า นพ.สรณ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น จะส่งผลต่อมติสำคัญที่เคยร่วมลงคะแนนหรือไม่ โดยเฉพาะมติควบรวมทรู-ดีแทค ซึ่งยังเป็นประเด็นถกเถียงในทางกฎหมาย

ในเชิงการบริหาร องค์กรยังต้องเผชิญภาวะ “สุญญากาศ” ของตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำหนดทิศทางนโยบาย การผลักดันวาระสำคัญ และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย แม้ กสทช. ยังสามารถดำเนินงานตามอำนาจของคณะกรรมการได้ แต่การตัดสินใจในประเด็นใหญ่ย่อมเผชิญแรงกดดัน และการตรวจสอบมากกว่าที่ผ่านมา

วาระสำคัญที่รออยู่มีทั้งการพิจารณาขยายอายุการใช้งานดาวเทียมไทยคม 4 การติดตามแผนดาวเทียมไทยคม 9-10 การจัดทำโรดแมปกิจการโทรทัศน์ก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัล รวมถึงการเตรียมจัดสรรคลื่น 3500 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นหลักของการพัฒนา 5G และบริการดิจิทัลในอนาคต

ทุกประเด็นล้วนเป็นการตัดสินใจที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และกระทบทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภคทั่วประเทศ

วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเก้าอี้ประธาน หากแต่เป็นบททดสอบขององค์กรกำกับดูแลทั้งหมดว่าจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

การปฏิรูป สำนักงาน กสทช. ในสายตาของเครือข่ายผู้บริโภค จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การสรรหาประธานคนใหม่ แต่ต้องทำให้การตัดสินใจทุกครั้งตรวจสอบได้ เปิดเผยเหตุผล และข้อมูลประกอบมติ รับฟังเสียงประชาชนอย่างมีความหมาย และมีระบบติดตามผลที่พิสูจน์ได้ว่ามาตรการที่กำหนดสามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้จริง

สุดท้ายแล้ว คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นประธาน กสทช. คนใหม่” หากแต่เป็นว่า องค์กรกำกับดูแลแห่งนี้จะกลับมายืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของประชาชนได้จริงหรือไม่ หลังบทเรียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ที่เสียงของผู้บริโภคยังคงดังก้อง แต่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้กลับมีไม่มากนัก

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์