งาน DronTech Asia 2026 รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจเพดานบินต่ำ หนุนอุตสาหกรรมโดรนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ชี้ไทยยังยืนแถวหน้าธุรกิจโดรนอาเซียน
KEY POINTS
- งาน DronTech Asia 2026 เวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และขยายตลาด โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ 100-150 ล้านบาท
- งานนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนา "เศรษฐกิจเพดานบินต่ำ" (Low-Altitude Economy) ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานให้ทัดเทียมสากล
- ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นผู้นำตลาดโดรนในอาเซียน โดยเฉพาะด้านการเกษตรและความมั่นคง และมีแนวโน้มขยายตัวสู่ธุรกิจโลจิสติกส์ในอนาคต
น.ส.เยาวลักษณ์ ชูวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท จีเอ็มแอล เอ็กซิบิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปัจจุบันการใช้งานโดรนได้ขยายไปสู่หลายภาคส่วน ตั้งแต่การเกษตร อุตสาหกรรม การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ความปลอดภัย การป้องกันประเทศ
ไปจนถึงภารกิจกู้ภัย เช่น การใช้โดรนค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านเรือนช่วงน้ำท่วม พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผ่าน AI เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในการวางแผนการดำเนินงาน และการติดตามภาวการณ์ระบาดของแมลง และโรคพืชต่าง ๆ
จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว ทางบริษัทฯ จึงได้จัดงาน DronTech Asia 2026 ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ในไทย หลังจากที่ได้จัดครั้งแรกไปเมื่อปี 2567 มีบริษัทเข้าร่วมประมาณ 70 บริษัท และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 บริษัทในปีนี้
โดยสัดส่วนผู้ประกอบการไทยอยู่ที่ประมาณ 40% และต่างชาติ 60% มีผู้ประกอบการจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ ตุรกี รัสเซีย ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ความสนใจของผู้ซื้อก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นตัวโดรนเป็นหลัก มาเป็นเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ AI เพื่อนำไปปรับใช้ในธุรกิจต่าง ๆ
โดรนที่นำมาจำแสดงในปีนี้กว่า 50% ยังเป็นโดรนเพื่อการเกษตร รองลงมาคือโดรนสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและงานกู้ภัย โดยเฉพาะตลาดโดรนด้านความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งโดรนโจมตี โดรนลาดตระเวน ระบบตรวจจับโดรน และเทคโนโลยีต่อต้านโดรน
คาดคนร่วมงานทะลุ 5,000 คน เงินสะพัด 150 ล้าน
นอกจากนี้ การขยายตัวของตลาดยังสะท้อนผ่านจำนวนผู้เข้าชมงาน โดยในงาน DronTech Asia 2024 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมประมาณ 3,000 คน และสร้างมูลค่าทางธุรกิจเกือบ 100 ล้านบาท
ขณะที่การจัดงานในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน และสร้างมูลค่าทางธุรกิจประมาณ 100-150 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้เข้าร่วมงานในประเทศส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และนักธุรกิจ
ขณะที่กลุ่มต่างประเทศมีการเชิญผู้บริหารและตัวแทนหน่วยงานภาครัฐจากประเทศอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เข้าร่วม เพื่อสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค
สำหรับการแข่งขันในภูมิภาค น.ส.เยาวลักษณ์ ประเมินว่า ไทยยังมีความได้เปรียบและอยู่ในกลุ่มผู้นำธุรกิจโดรนของอาเซียน โดยเฉพาะด้านการเกษตร แม้โดรนส่วนใหญ่ที่ใช้งานจะนำเข้าจากจีน ขณะที่ผู้ผลิตไทยมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ได้เร่งพัฒนาศักยภาพ และขยายไปสู่การสร้างโดรนขนาดใหญ่ ส่วนตลาดโดรนสำรวจ สิงคโปร์และไทยถือเป็นผู้เล่นสำคัญของภูมิภาค
หากประเมินภาพรวมทุกประเภท ไทยยังมีศักยภาพอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน ตามด้วยเวียดนาม โดยในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดโดรนไทยเพิ่มขึ้นแตะระดับ 260 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มเติบโตกว่า 10% ต่อปี
เป้าหมายก้าวเข้าสู่ “เศรษฐกิจเพดานบินต่ำ”
ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะต่อไป คือ “กฎระเบียบ” ซึ่งปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบ
ทั้งการขออนุญาตบิน การขึ้นทะเบียน การสอบและออกใบอนุญาตผู้บังคับโดรน ตลอดจนการจัดทำโรดแมปพัฒนาอุตสาหกรรมโดรน
โดยมีเป้าหมายในช่วง 3 ปี ไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโดรนทัดเทียมประเทศชั้นนำ เพื่อก้าวเข้าสู่ “เศรษฐกิจเพดานบินต่ำ” หรือ Low-Altitude Economy ซึ่งกำลังเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ระบบสอบใบอนุญาตผู้บังคับโดรนออนไลน์ การขึ้นทะเบียน ไปจนถึงการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ เพื่อให้โดรนที่ขึ้นบินสามารถแสดงข้อมูลบนระบบติดตามของหน่วยงานภาครัฐ
และทำให้อากาศยานประเภทต่างๆ สามารถใช้พื้นที่น่านฟ้าร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ซึ่ง AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารเส้นทางและจัดการจราจรทางอากาศ
รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร เช่น ระบบเซลลูลาร์ผ่านดาวเทียม เพื่อรองรับการควบคุมโดรนในระยะไกลและการบินนอกระยะสายตา
DronTech Asia 2026 เปิดโอกาสสู่คู่ค้าใหม่
ด้าน ผศ.ดร.สุรเดช ตัญตรัยรัตน์ ที่ปรึกษา บริษัท ไอครีเอทีฟซิสเต็มส์ จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน DronTech Asia 2026 จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
โดยในงานเมื่อปี 2567 ลูกค้าของบริษัทมากกว่า 80% ที่เกิดขึ้นจากงานดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดโดรนไปต่างประเทศยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการเห็นผลิตภัณฑ์จริง รวมถึงทดลองประสิทธิภาพการบินก่อนตัดสินใจซื้อ
ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องสร้างพันธมิตรท้องถิ่นหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศเป้าหมาย เพื่อให้สามารถสาธิตและให้บริการหลังการขายได้
ที่ผ่านมาเริ่มมีคู่ค้าจากอเมริกาใต้และเวียดนามแสดงความสนใจเทคโนโลยีโดรนของไทย สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ หากสามารถสร้างเครือข่ายการขายและบริการหลังการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“แม้ว่าในขณะนี้จะมีโดรนจากต่างชาติโดยเฉพาะจีนเข้ามาแข่งขึ้นในไทยเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งอยู่ที่การให้บริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และความสามารถในการพัฒนาโซลูชันให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตต่างชาติบางรายไม่สามารถตอบสนองได้รวดเร็วเท่าผู้ประกอบการในประเทศ” ผศ.ดร.สุรเดช กล่าว
เปิดตัว “Drone in a Box” ควบคุมการบินระยะไกล
สำหรับไฮไลท์สำคัญของบริษัทที่จะนำมาเปิดตัวในงานครั้งนี้ ก็คือเทคโนโลยี “Drone in a Box” หรือระบบสถานีจัดเก็บและชาร์จโดรนอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้โดรนสามารถบินขึ้นปฏิบัติภารกิจ กลับเข้าฐาน ชาร์จพลังงาน และส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบได้โดยอัตโนมัติ โดยผู้ควบคุมไม่จำเป็นต้องประจำอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการ
เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับงานตรวจการณ์โรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรม เหมืองแร่ การรักษาความปลอดภัย การลาดตระเวน และการตรวจสอบพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยระบบสามารถกำหนดภารกิจและเส้นทางบินอัตโนมัติ ทำให้โดรนสามารถปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
โลจิสติกส์จ่อเป็น “คลื่นลูกใหม่” ธุรกิจโดรน
ในอนาคตอันใกล้นี้โดรนจะถูกนำไปใช้ในธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นมาก และเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมีมูลค่าการตลาดสูงมาก แม้ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบ แต่เริ่มเห็นการใช้งานจริงในภารกิจเฉพาะทาง
เช่น การขนส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งการขนส่งเวชภัณฑ์จะเป็นหนึ่งในตลาดแรกของโดรนโลจิสติกส์ ก่อนขยายไปสู่การขนส่งสินค้าในพื้นที่ที่การเดินทางทางบกทำได้ยาก เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวที่ห่างไกล ภูเขา และเกาะ
ตัวอย่างการใช้งานที่มีศักยภาพ ได้แก่ การให้บริการขนส่งสินค้า และสัมภาระให้กับนักท่องเที่ยวในภูเขาสูง การขนขยะจากพื้นที่สูงลงมาจัดการ หรือการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารระหว่างเกาะ ซึ่งสามารถลดข้อจำกัดด้านเวลาและเพิ่มความสะดวกสบายได้มาก
จับตา “Low-Altitude Economy” เศรษฐกิจใหม่เหนือพื้นดิน
นอกจากธุรกิจโลจิสติกส์และการเดินทางแล้ว การเติบโตของเศรษฐกิจเพดานบินต่ำยังจะสร้างความต้องการแรงงานใหม่ ตั้งแต่ผู้บังคับโดรน ช่างซ่อมบำรุง ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงบุคลากรด้านการบริหารจราจรทางอากาศ
“เทคโนโลยีโดรนยังถือเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกัน หากประเทศไทยสามารถปรับกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากรให้เดินทันเทคโนโลยี ไทยมีโอกาสก้าวนำหลายประเทศ และยกระดับจากการเป็นตลาดผู้ใช้โดรน ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโดรนและเศรษฐกิจเพดานบินต่ำของภูมิภาคได้” ผศ.ดร.สุรเดช





