จากแพทย์โรคหัวใจชื่อดัง สู่เก้าอี้ 'ประธาน กสทช.' ที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ มูลค่าหลายแสนล้านบาท ชื่อของ ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ถูกจดจำผ่านมติสำคัญหลายครั้ง ตั้งแต่การควบรวมทรู-ดีแทค การจัดสรรคลื่นความถี่ ไปจนถึงการกำกับ OTT และการวางโรดแมปทีวีดิจิทัลที่จะสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 แต่ในอีกด้าน บทบาทในฐานะกรรมการ ด้าน“คุ้มครองผู้บริโภค” กลับถูกตั้งคำถามว่า มติหลายเรื่องได้ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริงหรือไม่
ชื่อของ ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ “หมอสรณ” กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 4:0 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ว่า มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ส่งผลให้ถือว่าสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แม้เจ้าตัวยังสามารถใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงไม่ใช่เพียงปมคุณสมบัติ หากแต่เป็น “ร่องรอยของมติ” ที่เกิดขึ้นตลอดการทำหน้าที่ของบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบัน ซึ่งหลายเรื่องส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สิทธิของผู้บริโภค และทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
จากหมอหัวใจ สู่ประธานองค์กรกำกับคลื่นความถี่
ศ.นพ.สรณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และเคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ จนเป็นที่รู้จักในฐานะแพทย์ประจำตัวของบุคคลสำคัญทั้งในแวดวงการเมืองและราชการระดับสูง
หลังการรัฐประหารปี 2557 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเคยถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย ก่อนก้าวเข้าสู่กระบวนการสรรหา และได้รับเลือกให้ กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค แม้การสรรหารอบแรกในปี 2561 จะถูกล้มไป แต่เมื่อเปิดสรรหาใหม่ในปี 2564 เขาได้รับเลือกเป็นกรรมการ และในเวลาต่อมา บอร์ด กสทช. ลงมติให้ดำรงตำแหน่ง ประธาน กสทช.
ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง มีเสียงตั้งข้อสังเกตถึงประสบการณ์ด้านกิจการโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชนของหมอสรณ เนื่องจากเส้นทางอาชีพที่ผ่านมาอยู่ในแวดวงการแพทย์เป็นหลัก ขณะที่ตำแหน่งประธาน กสทช. ต้องกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาล และเป็นผู้กำหนดกติกาการแข่งขันของธุรกิจสื่อสารทั้งประเทศ
ผู้แทน “คุ้มครองผู้บริโภค” กับมติที่ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์
ศ.นพ.สรณ ได้รับการสรรหาในโควตา “กรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภค” แต่มติสำคัญหลายเรื่องในยุคของหมอสรณกลับกลายเป็นชนวนให้ภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรผู้บริโภคออกมาตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง
กรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดโทรคมนาคมไทย
การประชุมครั้งนั้นใช้เวลายาวนานกว่า 11 ชั่วโมง ก่อนผลลงคะแนนจะแบ่งออกเป็น 2 ต่อ 2 และมีกรรมการ 1 คนงดออกเสียง ทำให้หมอสรณในฐานะประธานใช้อำนาจออกเสียงเพิ่มอีก 1 เสียง หรือ ดับเบิลโหวต เป็น “เสียงชี้ขาด” ส่งผลให้มติออกมา 3 ต่อ 2 เปิดทางให้การควบรวมเกิดขึ้น พร้อมกำหนดเงื่อนไขกำกับดูแล
แม้ กสทช. จะยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเพียงพอต่อการดูแลการแข่งขัน แต่ในมุมขององค์กรผู้บริโภค การควบรวมทำให้ตลาดโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตเหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย ส่งผลให้การแข่งขันลดลง ทางเลือกของผู้บริโภคน้อยลง และเกิดข้อกังวลต่อทิศทางค่าบริการในอนาคต
โดมิโนล้มครืนกับมติที่กระทบผู้บริโภค
ผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เคยเปิดเผยรายงานว่า นอกเหนือจากดีลควบรวมแล้ว หลายมติในยุคบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบัน ยังถูกเชื่อมโยงว่าเป็น “โดมิโน” ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในหลายมิติ
ทั้งการประมูลคลื่นความถี่ที่มีผู้เข้าร่วมเพียงสองรายใหญ่ การแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมที่ลดลง ปัญหาซิมม้า และ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ยังสร้างความเสียหายต่อประชาชนจำนวนมาก รวมถึงความล่าช้าในการจัดระเบียบสายสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม
แม้ กสทช. จะทยอยออกมาตรการแก้ไขในหลายเรื่อง แต่ภาคประชาชนยังเห็นว่าการดำเนินการจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นหลังปัญหาขยายวงกว้างแล้ว ทำให้การเยียวยามักตามหลังความเสียหายที่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทขององค์กรกำกับดูแลว่า ยังไม่สามารถทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่สังคมคาดหวัง
โรดแมปทีวีดิจิทัลยังไร้ข้อสรุป
อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนบทบาทของ กสทช. คือการกำหนดอนาคตกิจการโทรทัศน์ไทย แม้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะทยอยสิ้นสุดลงในปี 2572 แต่จนถึงปัจจุบัน โรดแมปกิจการโทรทัศน์และแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับโคแฟค ประเทศไทย จึงยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. ขอให้เร่งจัดทำโรดแมปและกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแล OTT เพื่อสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมวางมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การกำกับเนื้อหา การโฆษณา และระบบรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ
ภาคประชาชนเตือนว่า หากยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นผู้สูงอายุและครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังพึ่งพาฟรีทีวีเป็นช่องทางรับข่าวสารหลัก
ปมคุณสมบัติ กับคำถามต่อความชอบธรรม
นอกเหนือจากการทำหน้าที่กำกับดูแล ศ.นพ.สรณ ยังเผชิญข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีการมีรายได้จากหลายแหล่ง การปฏิบัติงานในสถาบันการแพทย์ การดำรงตำแหน่งกรรมการในภาคเอกชน รวมถึงข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในบางกรณี
ข้อร้องเรียนเหล่านี้นำไปสู่การตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ก่อนที่ล่าสุดคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะมีมติว่าเข้าลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
แม้กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด แต่กรณีดังกล่าวได้จุดคำถามสำคัญต่อบทบาทขององค์กรกำกับดูแลว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหาในฐานะ “กรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภค” ควรสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลผู้ประกอบการ การส่งเสริมการแข่งขัน และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าบทสรุปทางกฎหมายจะออกมาในรูปแบบใด มติของ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการ การจัดสรรคลื่นความถี่ การกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือมาตรการรับมือภัยไซเบอร์ ล้วนสะท้อนผลกระทบโดยตรงต่อค่าบริการ ทางเลือกในการใช้บริการ และคุณภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
และนั่นคือเหตุผลที่ทุกการตัดสินใจขององค์กรซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ ยังคงถูกสังคมจับตาและตั้งคำถามว่า “ผู้บริโภค” ถูกวางไว้เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด


