คินโทน (Kintone) บุกตลาดไทยด้วยแพลตฟอร์ม No-code เพื่อช่วยธุรกิจ SME จัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญก่อนนำเอไอไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
หลายองค์กรไทยเริ่มนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในงานประจำวัน แต่การต่อยอดสู่การใช้งานในระดับองค์กรยังเผชิญข้อจำกัด เพราะข้อมูลจำนวนมากยังกระจัดกระจายอยู่ในเอกสาร กระดาษ ไฟล์ Excel อีเมล และแอปพลิเคชันสนทนา คินโทน (Kintone) มองว่า การจัดการข้อมูลให้เป็นระบบคือก้าวแรกก่อนการใช้เอไอพร้อมเดินหน้าขยายตลาดไทย ตั้งเป้าลูกค้า 1,000 บริษัทภายในปี 2571
กระแสการนำเอไอมาใช้ในภาคธุรกิจกำลังเร่งตัวขึ้น องค์กรจำนวนมากเริ่มทดลองใช้เครื่องมือสำหรับสรุปข้อมูล เขียนเอกสาร หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศไทย ความท้าทายอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้โมเดลเอไอรุ่นใด หากเป็นการจัดการข้อมูลภายในองค์กรให้พร้อมสำหรับการนำเอไอมาใช้งานจริง
ข้อมูลของหลายองค์กรยังถูกเก็บแยกไว้ในหลายรูปแบบ ทั้งเอกสารกระดาษ ไฟล์ Excel หลายเวอร์ชัน อีเมล และแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ ส่งผลให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน และยากต่อการนำมาวิเคราะห์หรือใช้ประกอบการตัดสินใจ แม้จะมีเครื่องมือเอไอที่มีความสามารถมากขึ้น แต่หากข้อมูลยังไม่เป็นระบบ เทคโนโลยีก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ
น้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ คินโทน ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ ว่า ปัจจุบันคนไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็ว เห็นได้จากการใช้งานเอไอในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเข้าสู่การใช้งานในระดับองค์กร โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี หลายแห่งยังขาดทั้งระบบจัดการข้อมูล นโยบายด้านข้อมูล และกระบวนการทำงานที่ชัดเจน ทำให้ยังไม่สามารถนำเอไอมาช่วยยกระดับการดำเนินงานได้อย่างเต็มที่
เขามองว่า การแข่งขันด้านเอไอในระยะต่อไปจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรเลือกใช้โมเดลหรือเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรมีข้อมูลที่พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานมากน้อยเพียงใด เพราะข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการพัฒนาเอไอให้ตอบโจทย์ธุรกิจ
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวคือ คินโทน แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลและเวิร์กโฟลว์แบบ No-code ภายใต้บริษัทแม่ ไซโบสุ อิงค์ (Cybozu Inc.) จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างฐานข้อมูลและแอปพลิเคชันสำหรับใช้ภายในองค์กรได้เองโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม ตั้งแต่ระบบบริหารลูกค้า ระบบจัดซื้อ ระบบทรัพยากรบุคคล ไปจนถึงระบบอนุมัติเอกสารและติดตามโครงการ
หลังยกระดับจากสำนักงานตัวแทนเป็นนิติบุคคลเต็มรูปแบบในประเทศไทยเมื่อปี 2567 บริษัทจึงเดินหน้าขยายตลาดอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าในไทยเป็น 1,000 บริษัทภายในปี 2571 ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรและการให้บริการลูกค้าโดยตรง
จากวิกฤติคนลาออก สู่แพลตฟอร์ม No-code
จุดเริ่มต้นของคินโทนไม่ได้เกิดจากการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อแข่งขันในตลาด หากแต่เริ่มจากปัญหาภายในของไซโบสุ บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จากญี่ปุ่น ที่เคยเผชิญอัตราการลาออกของพนักงานในระดับสูงเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
น้ำยาเล่าว่า บริษัทไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนระบบเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการปรับวัฒนธรรมองค์กร นโยบายการทำงาน และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน ลดการส่งต่อข้อมูลผ่านอีเมลหรือการเก็บข้อมูลแยกตามแต่ละบุคคล ส่งผลให้การทำงานมีความต่อเนื่องและลดปัญหาข้อมูลซ้ำซ้อน
แนวคิดดังกล่าวจึงค่อยๆ พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มคินโทนที่เปิดให้ผู้ใช้งานสร้างระบบงานของตัวเองได้ผ่านเครื่องมือแบบ No-code โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม ทำให้แต่ละหน่วยงานสามารถออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับลักษณะงานของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น
No-code กับแนวคิดไคเซ็น เมื่อคนหน้างานออกแบบระบบได้เอง
สิ่งที่ทำให้คินโทนแตกต่างจากแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลทั่วไป คือการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเป็นผู้ออกแบบระบบด้วยตัวเอง แทนที่จะต้องรอฝ่ายไอทีพัฒนาซอฟต์แวร์หรือปรับแก้ระบบทุกครั้งที่กระบวนการทำงานเปลี่ยนไป
บนแพลตฟอร์มเดียว ผู้ใช้งานสามารถสร้างฐานข้อมูลและแอปพลิเคชันสำหรับงานในแต่ละฝ่ายได้เอง ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารลูกค้า (CRM) ระบบจัดซื้อ ระบบทรัพยากรบุคคล ระบบอนุมัติเอกสาร หรือระบบติดตามโครงการ ผ่านเครื่องมือแบบ No-code ที่ใช้การลาก วาง และกำหนดเงื่อนไขการทำงาน โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม
นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการกำหนดเวิร์กโฟลว์ การอนุมัติงาน การกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล และการติดตามสถานะของงานในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดการส่งข้อมูลผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชันสนทนาหลายช่องทาง ซึ่งมักทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายและยากต่อการตรวจสอบย้อนหลัง
น้ำยาระบุว่า แนวคิดของแพลตฟอร์มสอดคล้องกับหลักไคเซ็น (Kaizen) ของญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าผู้ที่เข้าใจปัญหาของงานดีที่สุดคือคนที่ทำงานอยู่หน้างานจริง ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารหรือฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
เมื่อพนักงานสามารถออกแบบและปรับปรุงระบบได้ด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันฝ่ายไอทีก็สามารถลดภาระจากการพัฒนาระบบย่อยจำนวนมาก และหันไปดูแลโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไซโบสุสามารถลดอัตราการลาออกของพนักงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันคินโทนมีองค์กรในญี่ปุ่นใช้งานมากกว่า 43,000 บริษัท
จากลูกค้าญี่ปุ่น สู่การขยายตลาดองค์กรไทย
เส้นทางของคินโทนในประเทศไทยเริ่มต้นจากความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทยและต้องการใช้ระบบเดียวกับสำนักงานใหญ่ ก่อนที่บริษัทจะเริ่มศึกษาตลาดไทยอย่างจริงจังในปี 2561 เปิดสำนักงานตัวแทนในปี 2563 และยกระดับเป็นบริษัทในประเทศไทยเต็มรูปแบบเมื่อปี 2567
การมีสถานะเป็นนิติบุคคลในไทยทำให้บริษัทสามารถดูแลลูกค้าได้โดยตรง ทั้งด้านการให้คำปรึกษา การพัฒนาพันธมิตร และการสนับสนุนหลังการขาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในระยะยาว
ปัจจุบัน คินโทนทำงานร่วมกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ SU GP Business Innovation, Ricoh Thailand และ Materials Automation ซึ่งมีฐานลูกค้าองค์กรอยู่แล้วในหลายอุตสาหกรรม ช่วยให้แพลตฟอร์มเข้าถึงผู้ประกอบการไทยได้กว้างขึ้น
จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต ปัจจุบันการใช้งานได้ขยายไปยังธุรกิจบริการ โรงแรม การท่องเที่ยว ค้าปลีก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น สะท้อนว่าความต้องการจัดการข้อมูลและปรับปรุงกระบวนการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงงานหรืออุตสาหกรรมการผลิตอีกต่อไป
น้ำยามองว่า จุดแข็งของแพลตฟอร์มคือการเริ่มต้นจากปัญหาเล็ก ๆ ภายในองค์กร ไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนระบบทั้งหมดในคราวเดียว แต่สามารถเริ่มจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน เมื่อเห็นผลจึงค่อยขยายไปยังหน่วยงานอื่น และต่อยอดเป็นระบบกลางของทั้งองค์กร
กรณีศึกษา: เอราวัณ ฟู้ด เริ่มจากปัญหาหน้างาน
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ บริษัท เอราวัณ ฟู้ด ซึ่งนำคินโทนมาใช้เชื่อมโยงการทำงานระหว่างฝ่ายสำนักงานกับระบบ ERP ภายในโรงงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
แทนที่จะให้ฝ่ายไอทีเป็นผู้พัฒนาระบบทั้งหมด บริษัทเลือกอบรมหัวหน้างานของแต่ละแผนกให้สามารถออกแบบฐานข้อมูลและเวิร์กโฟลว์ของตัวเองได้ ส่งผลให้แต่ละหน่วยงานสามารถปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริง และแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอการพัฒนาระบบจากส่วนกลาง
น้ำยามองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุดของผู้ใช้งาน แล้วค่อย ๆ ขยายผลไปยังส่วนอื่นขององค์กร
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ความท้าทายสำคัญของตลาดไทยไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี หากเป็นวัฒนธรรมการทำงานของหลายองค์กรที่ยังมีลักษณะการบริหารแบบบนลงล่าง (Top-down) ขณะที่แนวคิดของคินโทนเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการทำงานของตัวเอง จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ใช้งานในองค์กร
เอไอเปลี่ยนลักษณะงานมากกว่าทดแทนคน
แม้การพัฒนาเอไอจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและสร้างความกังวลต่อการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรม แต่น้ำยามองว่า ในระยะใกล้ เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานมากกว่าทดแทนแรงงานมนุษย์ทั้งหมด
เขาอธิบายว่า งานที่เป็นกิจวัตร เช่น การจดบันทึกการประชุม การสรุปรายงาน การค้นหาข้อมูล หรือการจัดทำเอกสาร เป็นงานที่เอไอสามารถเข้ามาช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน แต่กระบวนการที่ต้องอาศัยการตัดสินใจ การกำหนดเป้าหมาย การวางกลยุทธ์ หรือการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ยังคงเป็นบทบาทของมนุษย์
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรสายเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะให้พนักงานสามารถใช้เอไอเป็นเครื่องมือในการทำงานจึงอาจเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ได้มากกว่าการพยายามหาผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีทรัพยากรจำกัด
องค์กรไทยใช้เอไอมากขึ้น แต่ยังติดปัญหาข้อมูล
น้ำยากล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยถือเป็นกลุ่มที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้ค่อนข้างรวดเร็ว เห็นได้จากการใช้งานสมาร์ตโฟน บริการดิจิทัล และเครื่องมือเอไอสำหรับช่วยเขียนข้อความ สรุปเอกสาร หรือค้นหาข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การใช้งานส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นในระดับบุคคล ขณะที่การประยุกต์ใช้เอไอในระดับองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
"หลายองค์กรเริ่มใช้เอไอแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะนำไปใช้แก้ปัญหาอะไร หรือจะเชื่อมเอไอเข้ากับกระบวนการทำงานที่มีอยู่ได้อย่างไร"
เขามองว่า สาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ยังไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่พร้อมรองรับการใช้งานเอไอ
ข้อมูลขององค์กรจำนวนไม่น้อยยังคงกระจายอยู่ในเอกสารกระดาษ ไฟล์ Excel หลายเวอร์ชัน อีเมล หรือแอปพลิเคชันสนทนา ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันและไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น้ำยาอธิบายว่า การใช้งาน เอไอในองค์กรสามารถแบ่งออกเป็นสองลักษณะหลัก ได้แก่ เอไอที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการทำงาน เช่น การเขียนข้อความ การสรุปข้อมูล หรือการค้นหาความรู้ ซึ่งสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที และเอไอที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลขององค์กรเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะลงทุนกับเอไอองค์กรจึงควรเริ่มจากการวางรากฐานด้านข้อมูล (Data Foundation) และการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เพื่อให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ มีมาตรฐาน และพร้อมสำหรับการนำไปประมวลผล
ปัจจุบัน คินโทนมีลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากกว่า 700 บริษัท โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ หลังจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยเต็มรูปแบบเมื่อปี 2567
อย่างไรก็ตาม น้ำยามองว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเอไอไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้โมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบจัดการข้อมูลที่สามารถรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
ในวันที่เครื่องมือเอไอมีให้เลือกใช้มากขึ้นและต้นทุนการเข้าถึงลดลง ความได้เปรียบของแต่ละองค์กรจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครใช้เอไอก่อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมีข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงถึงกัน และพร้อมนำไปใช้สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้มากกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว เอไอจะทำงานได้ดีเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลที่องค์กรมีอยู่เป็นสำคัญ


