วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ไมโครซอฟท์ ขยับใหญ่ ทุ่ม 8.2 หมื่นล้าน เปิดกลุ่มธุรกิจ “Microsoft Frontier Company” ส่งผู้เชี่ยวชาญพัฒนา AI ให้องค์กร

ไมโครซอฟท์เดินหน้ารุกยุคปัญญาประดิษฐ์เต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวหน่วยธุรกิจใหม่ Microsoft Frontier Company พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.2 หมื่นล้านบาท เพื่อเร่งพัฒนา และนำ AI ไปใช้ในองค์กรทั่วโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ท่ามกลางการแข่งขันของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนจากการขายเครื่องมือ AI ไปสู่การเป็นพันธมิตรในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ โดยชูจุดเด่นด้านการพัฒนา AI ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรลูกค้า

ไมโครซอฟท์ ประกาศเปิดตัว Microsoft Frontier Company กลุ่มธุรกิจใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อน “Frontier Transformation” ด้วยเทคโนโลยี AI สำหรับลูกค้าทั่วโลก ทุ่มงบลงทุนมูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาท) พร้อมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม และวิศวกรรมรวมกว่า 6,000 คน ทำงานร่วมกับลูกค้าโดยตรง เพื่อร่วมออกแบบ ร่วมสร้างนวัตกรรม และพัฒนาระบบ AI ระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง

ตั้งเป้าสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่คุ้มค่า และวัดผลได้จริง สอดรับกับความเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบันที่องค์กรต่างๆ ได้ก้าวข้ามผ่านช่วงทดลองใช้งาน AI และให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจากการลงทุน ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยทางทรัพย์สินทางปัญญา

ไมโครซอฟท์ อธิบายว่า กลุ่มธุรกิจใหม่ Microsoft Frontier Company เป็นองค์กรด้านวิศวกรรม AI ที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม ทลายข้อจำกัดของทีมวิศวกรทั่วไปด้วยการผสานความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละธุรกิจ การบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลง และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม AI ระดับองค์กร ทั้งยังให้ความสำคัญกับการปกป้อง “ขุมปัญญาขององค์กร” (Customer’s IQ) 

ไมโครซอฟท์ ขยับใหญ่ ทุ่ม 8.2 หมื่นล้าน เปิดกลุ่มธุรกิจ “Microsoft Frontier Company” ส่งผู้เชี่ยวชาญพัฒนา AI ให้องค์กร

กล่าวคือ ข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา และความได้เปรียบทางการแข่งขันของลูกค้าจะไม่ถูกนำไปใช้ฝึกฝนโมเดล AI ในระบบสาธารณะเพื่อรักษาความแตกต่าง และจุดเด่นทางธุรกิจอย่างแท้จริง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ ซาเทีย นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมโครซอฟท์ ที่เน้นย้ำว่าอนาคตของ AI จะต้องไม่ทำลายหรือกลืนกินขุมปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละองค์กร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของการวางรากฐาน “แพลตฟอร์มอัจฉริยะ” ภายในองค์กร ที่ช่วยให้องค์ความรู้เฉพาะของแต่ละองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ความเชี่ยวชาญ เวิร์กโฟลว์ และกระบวนการตัดสินใจ สามารถสะสม และต่อยอดเป็นขุมปัญญาขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

ไมโครซอฟท์ยังเปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ สร้างโซลูชันผ่านแพลตฟอร์ม AI แบบเปิดที่รองรับโมเดลหลากหลาย (Model-diverse) โดยไม่มีข้อผูกมัดกับผู้พัฒนาเพียงรายเดียว เปิดทางให้ ลูกค้าเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลจาก OpenAI, Anthropic, Microsoft AI, โมเดลโอเพนซอร์ส หรือโมเดลเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือ FinOps เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย และประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) บนแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ล่าสุด Microsoft Frontier Company สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในหลายองค์กรชั้นนำ อาทิ กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) ที่ได้พัฒนา AI เข้าไปในระบบ LSEG Workspace ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินสามารถวิเคราะห์ และสืบค้นข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วผ่านการทดสอบและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงองค์กรระดับโลกอย่าง Land O’Lakes, Unilever และ Novo Nordisk เป็นต้น

ในอนาคต ไมโครซอฟท์ ยังคงทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการระบบขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด อาทิ Accenture, Capgemini, EY, KPMG, PwC และผู้ให้บริการอื่นๆ เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการแก่ลูกค้าในทุกกลุ่มตลาดทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ ยังได้แต่งตั้ง โรดริโก เคเด ลิมา (Rodrigo Kede Lima) ดำรงตำแหน่งประธานของ Microsoft Frontier Company โดยโรดริโกมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในอุตสาหกรรม และตลอดระยะเวลา 6 ปีกับไมโครซอฟท์ มีผลงานโดดเด่นในการใช้เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับองค์กร และพันธมิตร

www.microsoft.com/en-us/frontier-company.

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์