วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2569

Login
Login

Apple-Microsoft พร้อมใจขึ้นราคา Samsung จ่อลงทุนใหญ่ ฝ่าวิกฤตขาดแคลนชิป

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ภายในช่วงเวลาเพียง 5 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple Inc. และ Microsoft Corp. ต่างประกาศปรับขึ้นราคาสินค้ายอดนิยม ทั้งเครื่องเล่นเกม Xbox, คอมพิวเตอร์ Mac และ iPad โดยทั้งสองบริษัทระบุตรงกันว่าสาเหตุมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแม้จะมีความพยายามอย่างหนักในการเพิ่มกำลังการผลิต แต่วิกฤตครั้งนี้รวมถึงผลกระทบที่มีต่อราคาสินค้าจะยังไม่สิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้

สื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้รายงานว่า ในวันจันทร์นี้ Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. เตรียมประกาศแผนลงทุนผลิตชิปครั้งใหม่มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยหนังสือพิมพ์ Maeil Business รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า กลุ่มบริษัท Samsung เตรียมเปิดตัวงบลงทุนสูงถึง 1,000 ล้านล้านวอน (651 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงทศวรรษหน้า ซึ่งถือเป็นแผนการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้

ก่อนหน้านี้ Samsung มีแผนที่จะใช้จ่ายมากกว่า 73 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้เพื่อขยายกำลังการผลิตและงานวิจัย ขณะที่ SK Hynix วางแผนเตรียมระดมทุน 29 พันล้านดอลลาร์ในสหรัฐ หลังจากที่ ชเว แท-วอน ประธานบริษัท กล่าวเมื่อต้นเดือนว่ามีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกเท่าตัวในช่วงครึ่งทศวรรษข้างหน้า

ด้าน Micron Technology Inc. พยายามที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมจากโรงงานที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการเพิ่มอุปทานจากการเข้าซื้อกิจการในไต้หวัน และกำลังสร้างโรงงานแห่งใหม่ในรัฐไอดาโฮและนิวยอร์กของสหรัฐ โดย มานิช ภาเทีย รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการระดับโลกของ Micron ระบุว่า "เราเพิ่มงบลงทุนในปีนี้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและรีดผลผลิตออกจากโรงงานเดิมของเราให้ได้มากขึ้น เรากำลังทำทุกวิถีทางที่ทำได้"

 

แม้จะมีการลงทุนมหาศาล แต่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเตือนว่าภาวะขาดแคลนจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data centers) กว้านซื้อชิปไปเป็นจำนวนมาก ซานเจย์ เมห์โรทรา ซีอีโอของ Micron กล่าวว่า แม้สถานการณ์ชิปอาจดีขึ้นในปี 2028 แต่ในขณะนี้ยังมองไม่เห็นวี่แววว่าอุปทานจะผลิตทันอุปสงค์ได้เมื่อใด

กระแสการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งนำโดยชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ของ Nvidia Corp. ได้พลิกโฉมตลาดหน่วยความจำไปอย่างสิ้นเชิง ภาวะอุปทานตึงตัวยิ่งเลวร้ายลงจากการที่อุตสาหกรรมคาดการณ์ไม่ถึงว่าจะเกิดกระแสตื่นตัวนี้ หลังจากเผชิญภาวะชิปล้นตลาดครั้งใหญ่ในยุคหลังโควิด-19 บริษัทต่างๆ จึงไม่ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิต มาวันนี้ ผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายที่อยู่รอดมาได้กลับพบว่าตนเองอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมาก นักลงทุนชื่นชอบ ลูกค้าต้องการสินค้า และสามารถกอบโกยกำไรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ไม่ใช่แค่ชิปหน่วยความจำเท่านั้นที่ขาดแคลน ชิปประมวลผลก็ขาดตลาดและดันราคาให้สูงขึ้นเช่นกัน ซี.ซี. เว่ย ซีอีโอของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ผู้ผลิตชิปประมวลผลขั้นสูงรายใหญ่ที่สุด แจ้งกับผู้ถือหุ้นว่า บริษัทไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่ล้นหลามจากลูกค้าชาวอเมริกันได้ แม้จะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นในสหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็ตาม

"การพัฒนา AI ทะลุความคาดหมายของเราไปมาก" เว่ยกล่าว พร้อมเสริมว่าเคยถาม เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ว่าทำไมถึงไม่เตือนล่วงหน้าเรื่องกระแส AI ซึ่งหวงเองก็ยอมรับว่าเขาไม่ได้คาดคิดเช่นกัน "ไม่มีใครคาดคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น รวมถึง TSMC ด้วย" โดยในปีนี้คาดว่า TSMC เพียงบริษัทเดียวจะต้องใช้งบลงทุนสูงถึง 56 พันล้านดอลลาร์

 

การขาดแคลนอย่างต่อเนื่องหมายความว่าราคาชิปมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น บังคับให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินแพงขึ้นสำหรับแล็ปท็อป สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ

ข้อมูลจาก inSpectrum Tech Inc. ระบุว่า ปัจจุบันราคาชิป DDR5 ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 4 เท่า ในช่วงปีที่ผ่านมา

เจค ซิลเวอร์แมน นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ประเมินว่า ราคาชิปไม่น่าจะปรับลดลงจนกว่าจะพ้นปี 2027 ไปแล้ว ส่งผลให้ราคาสินค้าไอทีอาจต้องปรับตัวสูงขึ้นต่อไปเพื่อรักษาส่วนต่างกำไรของผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม