กูเกิล (Google) จัดงานประชุมนักพัฒนาประจำปี Google I/O 2026 เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม โดยมี ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของบริษัทแม่อัลฟาเบท (Alphabet) ขึ้นเวทีนำเสนอความก้าวหน้าด้านเอไอและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการ
ครอบคลุมตั้งแต่แว่นตาอัจฉริยะ ผู้ช่วยเอไอส่วนตัว ไปจนถึงการปรับโฉมระบบค้นหาที่บริษัทระบุว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกือบ 30 ปีของบริการนี้
สิ่งที่ฉายภาพรวมของงานครั้งนี้ได้ชัดที่สุดคือ ทิศทางธุรกิจที่กูเกิลกำลังเดินหน้า บริษัทไม่ได้มองเอไอเป็นแค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป แต่กำลังสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทุกจุดสัมผัสในชีวิตดิจิทัลของผู้ใช้ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การทำงาน การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงสิ่งที่ผู้ใช้สวมใส่บนใบหน้า และเปลี่ยนทั้งหมดนั้นให้กลายเป็นรายได้ประจำผ่านระบบสมาชิกรายเดือน
แพ็กเกจสมาชิก AI Ultra เอไอระดับพรีเมียมในราคาหลักพัน
หนึ่งในประกาศที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้และนักพัฒนาคือ การเปิดตัว แพ็กเกจ AI Ultra ราคา 100 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 3,500 บาท ออกแบบมาสำหรับนักพัฒนา วิศวกรซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล และครีเอเตอร์ที่ต้องใช้เครื่องมือเอไอระดับสูงในการทำงาน
แพ็กเกจนี้รวมสิทธิ์ใช้งานสูงกว่าแผน Pro ถึง 5 เท่าในแอป Gemini และแพลตฟอร์ม Google Antigravity ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่สำหรับสร้างเอเจนต์เอไอที่ทำงานอัตโนมัติแทนผู้ใช้ พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ 20 เทราไบต์ สำหรับชุดข้อมูลขนาดใหญ่และไฟล์มัลติมีเดียที่ใช้ในการพัฒนาเอไอ และยังรวม YouTube Premium ไว้ในแพ็กเกจด้วยในเวลาเดียวกัน
กูเกิลยังปรับลดราคาแผน AI Ultra ระดับสูงสุดที่เคยตั้งไว้ 250 ดอลลาร์ต่อเดือน ลงเหลือ 200 ดอลลาร์ โดยยังคงสิทธิ์เดิมทุกอย่าง รวมถึงขีดจำกัดการใช้งานที่สูงกว่าแผน Pro ถึง 20 เท่าควบคู่กับการปรับราคา
นอกจากนี้ บริษัทยังเปลี่ยนวิธีนับการใช้งานด้วย จากเดิมที่นับจำนวนคำสั่ง (prompt) ต่อวัน มาเป็นระบบ compute-used ที่คำนวณตามความซับซ้อนของงานจริง เช่น การพิมพ์ข้อความธรรมดาใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการสร้างวิดีโอหรือเขียนโค้ดมาก
โดยขีดจำกัดจะรีเซ็ตทุก 5 ชั่วโมง และหากผู้ใช้ถึงเพดานของโมเดลหลัก ระบบจะสลับไปใช้โมเดลขนาดเล็กกว่าโดยอัตโนมัติแทนที่จะหยุดทำงาน ส่วนผู้ใช้แผน Pro และ Ultra ยังสามารถซื้อเครดิตเอไอเพิ่มเติมแบบจ่ายตามใช้ได้อีกด้วย
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นทั่วอุตสาหกรรม บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเอไอจากการให้ใช้ฟรีหรือคิดค่าบริการรายฟีเจอร์ ไปสู่การขายแพ็กเกจสมาชิกที่รวมทุกเครื่องมือไว้ในที่เดียว คล้ายกับที่ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ทำกับ Copilot+ และโอเพนเอไอ (OpenAI) ทำกับ ChatGPT Pro
Gemini Spark
หากมีการประกาศใดที่สะท้อนว่ากูเกิลกำลังเดิมพันกับอะไรในช่วงนี้ คำตอบคือ Gemini Spark ผู้ช่วยเอไอแบบเอเจนต์ หรือเอไอที่ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถลงมือทำงานแทนผู้ใช้ได้จริงและต่อเนื่อง
พิชัย อธิบายว่า Spark ถูกออกแบบให้เป็น “ผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยจัดการชีวิตดิจิทัล โดยลงมือทำงานแทนผู้ใช้ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้เอง”
สิ่งที่ทำให้ Spark แตกต่างจากผู้ช่วยเอไอทั่วไปคือ ระบบทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เสมือนบน Google Cloud แยกต่างหาก หมายความว่า มันทำงานต่อเนื่องได้แม้ผู้ใช้จะปิดคอมพิวเตอร์หรือวางโทรศัพท์ลงแล้ว ไม่ใช่แค่ระบบที่ตอบสนองเมื่อถูกถามเท่านั้น
Spark เชื่อมต่อกับ Gmail, Google Docs, Sheets และ Slides ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติม ตัวอย่างที่ทีมงานสาธิต เช่น การให้ Spark ดึงข้อมูลจากอีเมลและเอกสารหลายชิ้น แล้วร่างรายงานความคืบหน้าส่งหัวหน้าโดยอัตโนมัติ หรือเฝ้าดูอีเมลขาเข้าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเพื่อไม่ให้พลาดคำถามจากลูกค้า
ผู้ใช้ยังสามารถ “ส่งอีเมลถึง Spark” เพื่อสั่งงานได้โดยตรงผ่าน Gmail และติดตามสถานะการทำงานบนสมาร์ทโฟนผ่านอินเทอร์เฟซใหม่ชื่อ Android Halo
จ็อช วูดเวิร์ด (Josh Woodward) รองประธานของแล็บกูเกิล เสริมว่า Spark ยังสามารถเชื่อมต่อกับบริการภายนอกผ่านมาตรฐาน ซึ่งเป็นโปรโตคอลกลางที่ช่วยให้เอไอทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันอื่นได้โดยไม่ต้องพัฒนาการเชื่อมต่อใหม่ทีละราย
นักวิเคราะห์มองว่า Spark เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Claude Cowork จากแอนโทรปิก (Anthropic) และ ChatGPT agent จากโอเพนเอไอ แต่ข้อได้เปรียบที่กูเกิลมีอยู่แล้วในมือคือ ฐานข้อมูลผู้ใช้ขนาดมหาศาล ทั้งอีเมล ปฏิทิน เอกสาร และประวัติการค้นหา ซึ่งทำให้เอไอเข้าใจบริบทชีวิตของผู้ใช้ได้ลึกกว่าคู่แข่งที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
ขณะนี้ Spark ยังอยู่ในช่วงทดสอบภายใน และจะเปิดให้ผู้ใช้แผน AI Ultra ในสหรัฐเริ่มทดลองใช้งานได้ในสัปดาห์หน้า
ยกเครื่อง Google Search ครั้งใหญ่
เอลิซาเบธ รีด (Elizabeth Reid) ผู้ดูแลผลิตภัณฑ์ Search ประกาศว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของระบบค้นหา และมีผลตั้งแต่วันเดียวกันทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือทั่วโลก
สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ รูปแบบการค้นหาจะเปลี่ยนจากการพิมพ์คำสั้นๆ แบบเดิม ไปสู่การตั้งคำถามยาวเป็นภาษาธรรมชาติ เหมือนถามเพื่อนหรือถามผู้ช่วยเอไอ ระบบ Gemini จะคาดเดาคำถามต่อจากสิ่งที่ผู้ใช้พิมพ์ค้างไว้ และแสดงผลลัพธ์ที่มีภาพ อินโฟกราฟิก พร้อมคำแนะนำให้ดำเนินการต่อได้ทันที
เช่น สร้างกิจกรรมใน Google Calendar หรือสรุปข้อมูลลงสเปรดชีต ผู้ที่ยังต้องการผลลัพธ์แบบลิงก์เว็บดั้งเดิมยังสามารถสลับกลับได้ผ่านแท็บ web
ตัวเลขที่กูเกิลเปิดเผยในงานบ่งชี้ว่าผู้ใช้กำลังตอบรับทิศทางนี้ ปริมาณการค้นหาบนกูเกิลแตะสถิติสูงสุดในเดือนที่ผ่านมา และนับตั้งแต่เปิดตัวโหมดแชตเอไอเมื่อปีที่แล้ว จำนวนการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกไตรมาส
ขณะที่ Gemini มีผู้ใช้งานราว 900 ล้านคนต่อเดือน แม้ยังตามหลัง ChatGPT ที่มีผู้ใช้ระดับ 900 ล้านคนต่อสัปดาห์
สำหรับผู้ใช้แผน Pro และ Ultra ยังได้รับฟีเจอร์เพิ่มเติมบนเสิร์ช เช่น “information agents” ที่ทำวิจัยเชิงลึกและส่งผลสรุปกลับมา และ “generative user interface” ที่สร้างแดชบอร์ดหรือองค์ประกอบโต้ตอบเฉพาะตามคำขอ
Reuters: Manuel Orbegozo
แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่
การกลับมาของแว่นตาอัจฉริยะกูเกิลครั้งนี้มีน้ำหนักของประวัติศาสตร์แบกอยู่บนบ่า เมื่อกว่าทศวรรษก่อน Google Glass ราคา 1,500 ดอลลาร์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวและการรุกล้ำความเป็นส่วนตัว จนผู้สวมใส่ถูกเรียกว่า “Glassholes” และถูกหัวเราะเยาะออกจากซานฟรานซิสโก โครงการถูกยุติในปีถัดมา
แต่โลกในปี 2569 เปลี่ยนไปมาก เมตา (Meta) ขาย Ray-Ban Meta Smart Glasses ร่วมกับ EssilorLuxottica ได้ถึง 7 ล้านเครื่องในปีที่ผ่านมา พิสูจน์ว่าตลาดพร้อมรับสินค้าประเภทนี้แล้วหากทำออกมาในรูปแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ แอปเปิ้ล (Apple) ก็มีรายงานว่ากำลังพัฒนาแว่นอัจฉริยะของตัวเองเช่นกัน
กูเกิลเปิดตัว “Intelligent eyewear” ในความร่วมมือกับ ซัมซุง (Samsung) และแบรนด์แว่นสองราย ได้แก่ Warby Parker และ Gentle Monster
ชาห์รัม อิซาดี (Shahram Izadi) หัวหน้าฝ่าย Android XR อธิบายว่า แว่นรุ่นแรกที่จะวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้เป็นแบบไม่มีจอแสดงผล แต่มีลำโพงขนาดเล็กซ่อนอยู่ในขาแว่นเพื่อส่งข้อมูลเข้าหูผู้ใช้อย่างเป็นส่วนตัว และติดกล้องที่ช่วยให้ Gemini มองเห็น สิ่งที่ผู้ใช้กำลังดูอยู่
ตัวอย่างฟีเจอร์ที่สาธิตในงาน ได้แก่ การสั่งอาหารผ่าน DoorDash ด้วยเสียง อ่านข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน เพิ่มกิจกรรมในปฏิทิน และให้เส้นทางนำทาง นอกจากนี้ยังใช้เครื่องมือสร้างภาพด้วยเอไอ Nano Banana ได้ด้วย โดยสามารถถ่ายภาพแล้วสั่งให้เอไอเพิ่มวัตถุหรือเอฟเฟกต์เข้าไปในภาพด้วยคำสั่งข้อความ
แว่นอีกประเภทที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา คือแบบมีจอแสดงผลในเลนส์ ซึ่งจะสามารถแสดงข้อความ เส้นทางนำทาง และแปลภาษาสดโดยให้ข้อความลอยอยู่ในสนามสายตาของผู้ใช้ได้ ผลิตภัณฑ์นี้จะวางจำหน่ายหลังจากรุ่น audio-only และรายละเอียดราคาจะประกาศในช่วงปลายปี
Gemini Omni และ Gemini 3.5 Flash
กูเกิลเปิดตัวโมเดลเอไอใหม่สองรายการ Gemini Omni เป็นโมเดลแบบมัลติโหมดที่รับอินพุตได้ทุกรูปแบบ ทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอ โดยเน้นความสามารถด้านการสร้างและแก้ไขวิดีโอ ผู้ใช้สามารถอัปโหลดรูปหรือวิดีโอจากกล้อง กดปุ่มเดียวเพื่อใช้เทมเพลตสำเร็จรูป โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ราคาแพงหรือความรู้ด้านการตัดต่อ
ฟีเจอร์คือ การรักษาความต่อเนื่องของตัวละครในวิดีโอ หมายความว่าหน้าตาและเสียงของตัวละครจะไม่เปลี่ยนไประหว่างฉาก ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่เอไอสร้างวิดีโอรุ่นก่อนหน้ามักพบ
Gemini 3.5 Flash ถูกออกแบบมาสำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การเขียนโค้ด และการทำงานแบบเอเจนต์ที่ต้องจัดการงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องโดยไม่หยุดรอคำสั่ง
Flow, Googlebooks และ Android 17
Google Flow แพลตฟอร์มสร้างสื่อที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ได้รับการอัปเดตให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นสำหรับคนที่ไม่ได้มีทักษะด้านการผลิตสื่อ ผู้ใช้สามารถอัปโหลดรูปถ่ายเพียงภาพเดียว แล้วระบบจะสร้างคลิปวิดีโอหลายรูปแบบที่ทำให้ภาพมีชีวิต โดยรักษาหน้าตาและบรรยากาศของภาพต้นฉบับ หรืออัปโหลดทำนองเพลงสั้นๆ แล้วให้เอไอพัฒนาเป็นเพลงเต็มในแนวเพลงที่เลือก
ก่อนงาน I/O กูเกิลยังประกาศแพลตฟอร์มแล็ปท็อปใหม่ชื่อ Googlebooks ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ AluminumOS ซึ่งผสานแนวคิดของ Android และ ChromeOS เข้าด้วยกัน รันแอป Android ได้โดยตรงบนคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องต่อเชื่อมกับโทรศัพท์ มีฟีเจอร์ Magic Pointer ที่ใช้เอไอวิเคราะห์สิ่งที่อยู่บนหน้าจอ และระบบตะกร้าสินค้ากลางที่ให้ผู้ใช้สั่งซื้อสินค้าจากหลายเว็บไซต์ในขั้นตอนเดียวโดยเอไอดำเนินการแทน
ส่วน Android 17 ขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบ Beta 4 และคาดว่าจะเปิดตัวเวอร์ชันเต็มในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม ก่อนที่ Pixel รุ่นใหม่จะประกาศตัวในงาน Made by Google ช่วงเดือนสิงหาคม ฟีเจอร์ที่น่าสนใจในตอนนี้คือ App Bubbles ที่ให้ผู้ใช้เปิดแอปในหน้าต่างลอยแล้วย่อเป็นไอคอนขนาดเล็กบนหน้าจอเพื่อสลับใช้งานได้รวดเร็ว
งาน Google I/O 2026 สะท้อนภาพรวมของการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ได้ชัดเจน บริษัทที่ครั้งหนึ่งสร้างรายได้หลักจากโฆษณาในหน้าค้นหา กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเอไอที่อยู่ในทุกมิติของชีวิตผู้ใช้
ตั้งแต่สิ่งที่สวมใส่บนใบหน้าไปจนถึงระบบที่ทำงานแทนในขณะที่ผู้ใช้นอนหลับ คำถามที่ยังต้องติดตามคือ ผู้ใช้จะยอมรับการแลกเปลี่ยนระหว่างความสะดวกสบายและข้อมูลส่วนตัวในระดับนี้มากน้อยเพียงใด
อ้างอิง: Google CNET WIRED The Guardian และ CNBC

