“Google.org” ประกาศเปิดตัว "Google.org Impact Challenge: AI for Science" โครงการริเริ่มมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสนับสนุนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเร่งกระบวนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้ AI จากเพียงการทดลองในวงแคบ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยที่เป็นเพียงทฤษฎีไปสู่การใช้งานจริงในโลกปัจจุบัน ด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนนักวิจัยและองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจทั่วโลกในการรับมือกับความท้าทายที่มีเดิมพันสูงต่อสังคม โดยเฉพาะในสองหัวข้อหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ การดำเนินการนี้ถือเป็นการต่อยอดจากกองทุน “AI for Science” ของ Google.org เพื่อประยุกต์ใช้ AI กับระบบทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน
Google มองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารจัดการน้ำ และการตรวจสอบระบบนิเวศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แบบจำลอง AI สามารถพยากรณ์อากาศทั่วโลกได้ล่วงหน้า 10 วันภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเส้นทางของพายุเฮอริเคนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในส่วนของด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ โครงการนี้จะให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ช่วยอธิบายกลไกทางชีวภาพหรือช่วยเร่งการวินิจฉัยและการตัดสินใจทางการแพทย์ โดยเทคโนโลยี Machine Learning กำลังเข้ามามีบทบาทในการเร่งการค้นพบยาใหม่ การตรวจหาโรค และงานวิจัยด้านพันธุกรรม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเครื่องมือตรวจจับเชื้อดื้อยาที่มีความรวดเร็วมากขึ้น
เคท บรันดท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Google กล่าวว่า AI คือคานงัดสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และช่วยให้เราเข้าใจกลไกพื้นฐานของสุขภาพมนุษย์และระบบภูมิอากาศ พร้อมระบุว่าตอนนี้การค้นพบทางวิทยาศาสตร์กำลังเร่งตัวขึ้นในอัตราที่น่าทึ่ง ซึ่ง Google มุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้คนและโลก
โครงการนี้จะมอบเงินสนับสนุนระหว่าง 500,000-3 ล้านดอลลาร์ต่อโครงการ นอกจากเงินทุนแล้ว องค์กรที่ได้รับเลือกจะได้รับเครดิต Google Cloud และการสนับสนุนด้านเทคนิคอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 6 เดือนผ่านโครงการ Google.org Accelerator การสนับสนุนนี้รวมถึงการทำงานร่วมกับวิศวกรของ Google และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพื่อปรับใช้ระบบ Generative AI และ Agent-based systems ในการขยายผลงานวิจัย
ซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google และ Alphabet กล่าวว่า “AI คือ การเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ที่สุดในชั่วอายุคนของเรา" เขาย้ำว่า AI จะสร้างผลกระทบได้มากที่สุด เมื่อมีการพัฒนาผ่านความร่วมมือกับสถาบันในท้องถิ่นที่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นแบบ "Full-stack" ของ Google ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม
ขณะที่ เดอมิส แฮสซาบิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google DeepMind มองว่าหากพัฒนาอย่างรับผิดชอบ AI อาจกลายเป็น "เครื่องมือเสริมศักยภาพขั้นสูงสุด" ซึ่งอาจยังต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี ในการพัฒนา กว่าที่ AI จะมีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ในทุกด้าน (AGI) แต่เครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบันก็สามารถสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญได้แล้ว
เจมส์ มานยีคา รองประธานอาวุโสด้านเทคโนโลยีและสังคมของ Google ได้เสริมในแง่ของผลกระทบต่อตลาดงานว่า ผู้กำหนดนโยบายควรวิเคราะห์ผลกระทบของ AI แยกตามประเภทของงานมากกว่ามองเป็นอาชีพทั้งหมด เขาระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนอย่างหนักในการสร้างทักษะและความรู้ความเข้าใจด้าน AI ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ จะต้องปฏิบัติตามหลักการ AI ที่รับผิดชอบ (Responsible AI Principles) ของ Google เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่สร้างขึ้นจะมีความปลอดภัยและเป็นธรรม สิ่งนี้มีความสำคัญมากเนื่องจากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจทางการแพทย์และนโยบายสาธารณะได้
นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริม “Open-source” โดยทีมวิจัยควรแบ่งปันโค้ดเพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือทดสอบเพื่อพัฒนางานวิจัยต่อไปได้ ในกรณีที่ไม่สามารถเปิดเผยโค้ดได้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องจัดหาชุดข้อมูลพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครื่องมือ AI ในอนาคตแทน เพื่อให้เงินทุนนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนงบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ของสาธารณะ
ในการประเมินโครงการ Google.org จะร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญภายในและพันธมิตรภายนอก เช่น Renaissance Philanthropy และ Centre for Public Impact เกณฑ์การคัดเลือกจะให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ ผลกระทบต่อสังคมที่อาจเกิดขึ้น และความสามารถในการขยายผลโดยใช้เครื่องมือ AI
ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 เมษายน 2026 โดยเปิดรับใบสมัครจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สถาบันการศึกษา และวิสาหกิจเพื่อสังคมจากทั่วโลก ผู้สมัครจำเป็นต้องมีแผนงานที่ชัดเจน มีงบประมาณที่สมเหตุสมผล และมีผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ เพื่อร่วมสร้างและทดสอบเครื่องมือ
ที่มา: Earth, ESG News, The Economic Times





