ปรับโฉมร้านดอทไลฟ์ครั้งใหญ่ หันจับตลาดดิจิทัลไลฟ์สไตล์ รับการมาของไอโอที ชี้เป็นแห่งแรกในไทย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินแผนขยายสาขาเพิ่ม 30 สาขา ชิงกำลังซื้อตลาดพรีเมียม-ต่างจังหวัด
นายปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด กล่าวว่า มีแผนปรับโฉมหน้าร้าน “ดอทไลฟ์(.life)” ครั้งใหญ่จากเดิมที่เป็นร้านขายอุปกรณ์เสริมมือถือ และคอนซูเมอร์แกดเจ็ตกลายเป็นร้าน “ดิจิทัล ไลฟ์” ซึ่งมีการนำสินค้าอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(ไอโอที) และอุปกรณ์สมาร์ทโฮมต่างๆ เข้ามาเสริม
โดยคอนเซ็ปต์ของร้านที่เปลี่ยนไป นับเป็นรูปแบบใหม่ของวงการแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเดิมด้วยการเปิด “dotlife Flagship Store” ที่บริเวณชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 310 ตร.ม. ใช้งบการลงทุนกว่า 15 ล้านบาท
เขากล่าวว่า ภายในร้านมีการแบ่งโซนใหม่อย่าง โฮม(Home) รวบรวมอุปกรณ์เครือข่าย(Network) อุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ใช้สั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน เพิ่มพื้นที่ส่วนของอุปกรณ์สมาร์ทวอทช์ ไปจนถึงของเล่นไฮเทค Connected Toys รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อย่างลำโพง, หูฟัง, เคส, กล้องแอคชั่น, เครื่องเล่นเกมคอนโซล , อุปกรณ์วีอาร์ รวมแล้วมากกว่า 200 แบรนด์ จากก่อนหน้านี้ที่มีอยู่ราว 120 แบรนด์ อีกหนึ่งจุดต่างพยายามทำราคาที่เป็นราคามาตรฐาน สินค้าบางอย่างที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมีราคาเท่ากับในต่างประเทศ
สำหรับอนาคตมีแผนจะปรับโฉมร้านดอทไลฟ์ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 19 สาขา ให้เปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลไลฟ์ทั้งหมด เริ่มจากที่เซ็นทรัล เวิลด์ สาขาใหม่ที่ไอคอน สยาม ตามด้วยสยามพารากอนช่วงต้นปี ทั้งเตรียมขยายสาขาเพิ่มเติมเป็น 30 สาขาภายในปี 2563
“คอนเซ็ปต์ร้านดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในร้านดอทไลฟ์ตลอดช่วง 5 ปีข้างหน้า ขนาดของร้านที่เหมาะสมจะอยู่ราว 100-300 ตร.ม. ส่วนสินค้าที่นำไปจัดแสดงให้ทดลองใช้จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ และจะมีบริการให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากหน้าร้าน เพื่อจัดส่งไปที่บ้านเพิ่มเติมด้วย”
อย่างไรก็ดี รายได้รวมของร้านดอทไลฟ์ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ราว 800 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมามากกว่า 20% เป็นผลมาจากการขายสินค้ากลุ่มพรีเมียม ซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ลูกค้ามองหาจากคุณภาพของสินค้า และความน่าเชื่อถือของร้านค้าเป็นหลัก
“พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเริ่มพิถีพิถันกับการเลือกสินค้าที่เหมาะกับตัวเองให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพบริการทั้งก่อนและหลังการขายมากกว่าแค่เปรียบเทียบราคาและแม้ขณะนี้เป็นยุคทองของอีคอมเมิร์ชซึ่งความนิยมชอปปิงสินค้าออนไลน์และจำนวนผู้ขายเพิ่มมากขึ้นอย่างมากทว่าความน่าเชื่อถือของร้านค้าและการมีหน้าร้านยังเป็นสิ่งสำคัญ”
สำหรับกลยุทธ์การตลาดในปี 2562 ยังคงเน้นใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางการสื่อสารหลัก ทั้งการให้ข้อมูลสินค้า ข่าวสารสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นต่างๆ ชูจุดเแข็งสินค้ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ มีหน้าร้านชัดเจน ทั้งจะเพิ่มน้ำหนักการจำหน่ายสินค้าบนออนไลน์มากขึ้นด้วย




