สำนักงานนวัตกรรมฯ เปิด 5 แนวทางขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม มุ่งปรับกลไกสนับสนุนงานวิจัยตามผลงาน เดินหน้าผลักดันนโยบายนวัตกรรมแห่งชาติเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกลางปีหน้า ทั้งจัดตั้งสำนักงานสาขาในเชียงใหม่หวังจุดประกายสร้างสตาร์ทอัพวัยทอง
“นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ ที่จะตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ธุรกิจนวัตกรรมเปรียบเสมือนกลไกการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสและความแตกต่างให้เกิดเป็นผลผลิตที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม” พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าว
มุ่งเป้า-สร้างบิ๊กอิมแพค
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สนช. ได้ขยายขอบเขตงานให้ครอบคลุมการพัฒนานวัตกรรมรูปแบบต่างๆ ที่ตอบสนองต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างในปัจจุบัน โดยมุ่งไปที่การส่งเสริมและสนับสนุนใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการนวัตกรรม, การพัฒนาบริษัทนวัตกรรม, การลดความเหลื่อมล้ำผ่านการกระจายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค, การสร้างการรับรู้ด้านนวัตกรรมผ่านแคมเปญ “อินโนเวชั่น ไทยแลนด์” และการพัฒนาความรู้และฐานข้อมูลผ่านการพัฒนาสารสนเทศนวัตกรรม และโครงการศูนย์คาดการณ์อนาคต
สำหรับปี 2561 พันธุ์อาจ กล่าวว่า งบประมาณกว่า 1.8 พันล้านบาทนั้น จะสนับสนุนงานวิจัย แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ นวัตกรรมแบบดั้งเดิม (Incremental Innovation) เป็น 70% ของการสนับสนุน, นวัตกรรมแบบมุ่งเป้าที่เข้ากับ 5 ธีมที่กำหนดไว้ (Thematic Innovation) 20% และอีก 10% เป็นนวัตกรรมพลิกโฉม (Radical Innovation)
สำหรับนวัตกรรมแบบมุ่งเป้าเกิดจากการสำรวจพบว่า ผลลัพธ์จากโครงการวิจัยและพัฒนาที่แบ่งออกเป็นเซคเตอร์ต่างๆ ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเท่าที่ควร โจทย์วิจัยที่ สนช. จะสนับสนุนจึงต้องปรับให้ตอบเทรนด์และความต้องการในตลาดโลก
ในปี 2560 จึงเป็นการศึกษาและวางกรอบนวัตกรรมแบบมุ่งเป้าใน 5 ด้านที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศและยกระดับความสามารถทางด้านนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบระดับสูง ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ, อุตสาหกรรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ, ธุรกิจที่ใช้อากาศยานไร้คนขับ, อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี IoT และธุรกิจนวัตกรรมอาหารเพื่อสังคมเมือง
ในขณะเดียวกัน พันธุ์อาจต้องการเห็นนวัตกรรมพลิกโลกเกิดขึ้นในไทย ดังเช่น ไฮเปอร์ลูป นวัตกรรมการเดินทางในแบบแคปซูลขนส่ง ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการพัฒนา แต่จะเกิดผลกระทบในระดับสูงมาก แม้จะเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้โครงการนวัตกรรมพลิกโฉม ต้องได้รับการสนับสนุน
ก้าวที่ 9 ตอบโจทย์ประเทศ
ในขณะเดียวกัน เมื่อ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดินทางเยี่ยมชมการดำเนินงานของสำนักงานฯ ก็ได้มอบนโยบายให้ทำหน้าที่ร่างนโยบายเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนานวัตกรรม หรือนโยบายนวัตกรรมแห่งชาติที่จะต้องปรับแก้จุดอ่อนต่างๆ ในระบบ อาทิ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรม เรื่องของแหล่งทุน ฯลฯ พันธุ์อาจ กล่าวว่า ปัจจุบัน ร่างฯ ฉบับแรกใกล้เสร็จแล้ว คาดจะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีในช่วงกลางปี 2561
นอกจากนี้ นายสุวิทย์ยังให้ความสำคัญกับการขยายตัวไปสู่ภูมิภาค ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค เพื่อช่วยให้เกิดการกระจายตัวของการทำนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค และเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนวัตกรรมภูมิภาค
ดังนั้น ในปี 2561 สนช.จะจัดตั้งสำนักงานสาขาในเชียงใหม่ ซึ่งมีความน่าสนใจด้านของนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ แม้จะมีความท้าทายเรื่องของช่องว่างทางอายุ แต่ก็จุดประกายให้เกิดสตาร์ทอัพวัยทอง (Grey-Haired Start Ups) จำนวนไม่น้อย โดยจะผลักดันให้เกิด “ข้อริเริ่มในการพัฒนาระเบียงนวัตกรรมภาคเหนือ ทั้งจะมีอีก 2 แห่ง คือ อุบลราชธานีและนราธิวาส ที่จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนราธิวาสเพื่อผลักดันให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้เกิดเป็นสตาร์ทอัพหน้าใหม่
“ในปี 2561 จะเป็นปีที่เราเร่งสร้างให้เกิดบรรยากาศในการทำนวัตกรรมว่า เป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินความสามารถ หรือที่เรียกว่า Ease of Doing Innovation นั่นเอง" พันธุ์อาจ กล่าว





