วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เฟซบุ๊ค'ย้ำโอกาสใหม่ธุรกิจไทย เจาะตลาดดิจิทัล1.4 พันล้าน

แม่ทัพเฟซบุ๊คไทยแนะช่องธุรกิจใช้แแพลตฟอร์มโซเชียลคว้าโอกาสธุรกิจดิจิทัลมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์

ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรก ของ 'นายจอห์น แวกเนอร์' ที่ร่วมงาน กับเฟซบุ๊คมากว่า 3 เดือน โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยพบปะสื่อ และยังไม่เปิดเผยสถานที่ตั้งบริษัท


ล่าสุด นายแวกเนอร์ ให้สัมภาษณ์ และเผยที่ตั้งสำนักงานครั้งแรกย่านถนนวิทยุ ย้ำบทบาทช่วยธุรกิจไทยเจาะโอกาสใหม่ยุคผู้บริโภคหันหาสื่อดิจิทัล ชี้ไทยเข้าสู่ยุคโมบายเต็มตัว คนเสพติดมือถือ-สื่อออนไลน์

นายจอห์น แวกเนอร์" กรรมการผู้จัดการเฟซบุ๊ค ประเทศไทย เปิดใจครั้งแรกในโอกาสให้สัมภาษณ์สื่อไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังร่วมงานกับเฟซบุ๊คมานานกว่า 3 เดือน โดยทำงานในไทยมามากกว่า 20 ปีกับบริษัทบิ๊กเนมหลายแห่ง


ก่อนร่วมงานกับเฟซบุ๊ค นายแวกเนอร์ ดำรงแหน่งพาร์ทเนอร์ และกรรมการผู้จัดการ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ในไทย รวมถึงซิตี้แบงค์ ประเทศไทย และมอนิเตอร์กรุ๊ป แต่บทบาทใหม่ในเฟซบุ๊คเป็นสิ่งที่เขาเลือกเพื่อนำสิ่งที่คนไทยทำได้ต่อยอดออกไปสู่คนทั่วโลก
นายแวกเนอร์บอกว่า ไทยเป็นตลาดใหญ่ที่เฟซบุ๊คเติบโตสูง ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้แอคทีฟต่อเดือนอยู่ที่ 44 ล้านคน และที่น่าสนใจคือ ในจำนวนนี้ 42 ล้านคนใช้เฟซบุ๊คผ่านมือถือ

ขณะที่ “เอเชีย แปซิฟิก” เป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในแง่ของใช้จ่ายเงินกับโฆษณาดิจิทัล แต่จากการสำรวจข้อมูลของบริษัทวิจัยต่างๆ กลับพบว่า การใช้จ่ายเงินกับสื่อดิจิทัลในไทยยังต่ำมากหรือ 1% หากคนเกือบครึ่งใช้เวลากับสื่อดิจิทัลสูงมาก

แต่ธุรกิจกลับยังเลือกที่จะลงทุนกับโฆษณาในสื่อเดิมที่คุ้ยเคย เช่น ทีวี วิทยุ และสิ่งพิมพ์ที่คนหรือผู้บริโภคใช้เวลากับสื่อเหล่านี้น้อยลง ซึ่งประเมินเบื้องต้นแล้วโอกาสที่จะเชื่อมธุรกิจเข้ากับผู้บริโภคในยุคดิจิทัลในไทยนั้นมีสูงถึง 1.41พันล้านดอลลาร์

ในมุมของธุรกิจสื่อก็เช่นเดียวกันที่มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อหาโอกาสในยุคที่ผู้บริโภคหันไปเสพสื่อดิจิทัลแทนที่จะมองว่าดิจิทัลจะเข้ามาทำให้สื่อเดิมๆ หายไป

“ที่ยังอยู่แค่ 1% เพราะธุรกิจจำนวนมากยังไม่รู้ เอาเงินไปทุ่มกับสื่อบนทีวีที่คนดูน้อยลงเมื่อเทียบกับการดูมือถือ หรือสื่อออนไลน์ เหมือนเป็นแพทเทิร์นของความคุ้นเคยมากกว่า แต่ส่วนตัวก็ยังว่ามีโอกาสที่จะขยับไปถึง 20-30% ได้ในอีก5ปีนี้”

ปัดตอบธุรกิจเลี่ยงภาษี
อย่างไรก็ตาม นายแวกเนอร์ไม่ขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเสียภาษีของธุรกิจที่เข้ามาสร้างรายได้มหาศาลจากตลาดโฆษณาในประเทศ โดยระบุเพียงว่า ไม่อยู่ในบทบาทที่จะให้ความเห็นได้ แต่หน้าที่ที่ทำอยู่นั้น “นายแวกเนอร์” กลับมองว่า เทคโนโลยีของเฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มลูกค้า หรือโอกาสใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล คอนซูเมอร์ได้มากกว่า

โดยหน้าที่ของเขาคือ การทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ และเข้าไปช่วยธุรกิจต่างๆ ให้รู้จักกับเครื่องมือในโลกยุคใหม่ และให้ความรู้ว่าเทคโนโลยี เช่น เฟซบุ๊ค นำไปช่วยธุรกิจได้อย่างไรบ้าง

พร้อมกับเผยข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยที่เฟซบุ๊คพบว่า ไทยเข้าสู่ยุคมือถือเต็มตัว จากสถิติ 7 ใน 10 คนใช้มือถือ และมีอัตราการใช้งานนานถึง 2.40 ชั่วโมงต่อวัน และหยิบมือถือมาดูเฉลี่ยที่ 80 ครั้งต่อวัน

นอกจากนี้ยังพบว่า ภาพเริ่มกลายเป็นภาษาใหม่สำหรับการสื่อสาร โดยคนไทยนิยมดูวีดิโอสั้นๆ และยังเป็นผู้นำการใช้วิดีโอบนมือถือ หรือดูวีดิโอเฉลี่ยที่ 105 นาทีต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 65 นาทีต่อวัน

นายแวกเนอร์ ยกตัวอย่างธุรกิจของ “โพเมโล” ขายเสื้อผ้าออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ค ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 10 เท่า ต้นทุนลดลง 85% หรือแม้แต่ “สิงห์” ที่หันมาลองใช้แพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ค เพื่อปรับแต่งโฆษณาทีวีให้เหมาะกับการดูบนมือถือ และกระชับขึ้น พบว่า สามารถเข้าถึงผู้ชมได้กว่า 14 ล้านคน หรือ 60% ของกลุ่มเป้าหมาย

“ภาษาในการสื่อสารกับผูบริโภคเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว คนชอบดูภาพ ดูวีดิโอ แต่ก็ต้องเป็นวีดิโอที่ไม่ยาวเกินไป มาในช่วงเวลาที่เหมาะ และดูได้ทันที ซึ่งธุรกิจใหญ่ๆ อาจจะเข้าใจและปรับตัวแล้ว แต่ธุรกิจในประเทศอีกมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งก็คือหน้าที่ของเรา”

นายแวกเนอร์บอกว่า เฟซบุ๊คทำงานเชิงรุกกับลูกค้า และพันธมิตร เน้นการให้ความรู้และนำเทคโนโลยีที่เฟซบุ๊คมีเข้ามาช่วยธุรกิจ เช่นปัจจุบันมีแพลตฟอร์มสำหรับการทำโฆษณาที่เหมาะกับการใช้งานบนมือถือ เช่น คาโรเซล บนอินสตาแกรม โฆษณาวีดิโอบนเฟซบุ๊ค

โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตในไทยมีมหาศาลมาก แต่งานของเฟซบุ๊คไม่ใช่เซลล์ที่มาวิ่งขายแอดให้ลูกค้า แต่สิ่งสำคัญคือ การให้ความรู้กับธุรกิจ และหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในโลกของดิจิทัล คอนซูเมอร์

“ผมมีความสุขที่ได้ทำงานกับเฟซบุ๊คในประเทศไทย หน้าที่ของผมคือช่วยธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในอย่างที่อยากจะทำ ทำอย่างไรที่เทคโนโลยีของเฟซบุ๊คจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตไปได้”


คนไทยฮิต ‘วิดีโอ’ช่องทางหลักสื่อสาร
ผลจากความแพร่หลายในการใช้งานโมบาย หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้งานคอนเทนท์
เฟซบุ๊คพบว่า “วิดีโอ” เริ่มกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการสื่อสารของผู้คน

ผู้บริหารเฟซบุ๊ค ระบุว่า คนไทยใช้วิดีโอเพื่อส่งสารกันแพร่หลายขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาล หรือ 3 เดือนสุดท้ายของปีพบการส่ง “คลิปวิดีโอ” สั้นๆให้กันสูงมากหรือราว 98%ของคนใช้โมบาย

เฟซบุ๊คคาดว่า ภายในปี 2563 ราว75% ของข้อมูลบนมือถือจะกลายเป็นคอนเทนท์ประเภทวิดีโอ จากปีที่ผ่านมาคอนเทนท์วิดีโอเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า แต่ขณเะเดียวกันก็พบว่า วิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงจะเป็นวิดีโอที่ความยาวต่ำกว่า 10 นาที ซึ่งได้รับความนิยมถึง 2ใน3 ของการดูวิดีโอทั่วโลก ขณะที่คลิปความยาวเกิน 10 นาที ได้รับความนิยมดูเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น

นายแวกเนอร์ กล่าวว่า ในมุมของธุรกิจเฟซบุ๊คพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าวให้ครอบคลุมทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม แมสเซ็นเจอร์ ตลอดจนเครื่องมือสำหรับการสร้างความเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสร้างเอ็นเกจเมนท์ผ่านมือถือ

“ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะการทำแบบเดิมๆ ไม่สามารถเข้าถึงคอนซูเมอร์ได้แล้ว รวมถึงการวัดผลการลงทุน"