ภาพของกระทรวงจะชัดเจนมากขึ้น การเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล กลไกทางกฎหมายจะชัด เสริมความมั่นคง พร้อมก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0
ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ประยุทธ์ 4) พร้อมเฟ้นหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนสำคัญตำแหน่งหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อน “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” พร้อมออกกฎหมายใหม่ ตั้งสำนักงานบริหารด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ มีวัตถุประสงค์สำคัญเดินหน้าขับเคลื่อนดิจิทัล อีโคโนมีทุกมิติ สานต่อยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพลิกโฉมประเทศก้าวสู่ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ อย่างเต็มรูปแบบ
การเข้ารับตำแหน่งของ “นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” ถูกจับตามองจากสังคมทันที เพราะการผลักดันให้กระทรวงดีอีก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ เพื่อปรับรูปแบบโครงสร้างหน่วย งานราชการนับเป็นงานหิน และไม่ง่าย ขณะที่กระทรวงดีอีมีประเด็นร้อนที่ต้องสะสางอยู่มากพอสมควร
สานงานโครงการเร่งด่วน
นายพิเชฐ กล่าวกับผู้บริหารกระทรวง หน่วยงานในสังกัด ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งและมอบนโยบายว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างต่อเนื่อง ปี 2560 นี้ กระทรวงดีอีจะสานต่อแผนงานที่สำคัญทั้งการลงทุน และการพัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวการวางรากฐานตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะที่ 1 (Digital Foundation) โดยจะสานต่อตามยุทธศาสตร์กระทรวง 4 ด้าน คือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การพัฒนาฐานรากเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล เตรียมการขยายโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งรองรับประชาคมอาเซียน
แผนงานและโครงการสำคัญๆ 6 เรื่อง ได้แก่ 1. ติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลให้ทั่วถึงและเท่าเทียม เป้าหมาย 30,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ พร้อมให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านเป้าหมายเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ที่ปัจจุบันไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และไม่มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (30 Mbps) เข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเทียบเท่าประชาชนในเมือง วงเงินงบประมาณรวม 15,000 ล้านบาท ขณะนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.รับทราบการมอบหมายให้ บมจ. ทีโอที ดำเนินการ และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการช่วงต้นปี 2560
2.พัฒนาระบบลงทะเบียนการใช้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือฟรีไวไฟ รูปแบบ Smart sign-on ใช้ได้กับโครงข่ายผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ 3. เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) ขยายความจุระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ในวงเงินงบประมาณรวม 5,000 ล้านบาท ซึ่ง บมจ. กสท โทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการคาดว่าจะเริ่มดำเนินการปี 2560 4. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับบริการอิเล็กทรอนิกส์ โดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ 5. โครงการบรอดแบนด์ความเร็วสูง 1.6 ล้านพอร์ต และท่อไร้สายใต้ดิน โดยทีโอที 6. โครงการโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำใยแก้วนำแสง APG (Asia Pacific Gateway) โดยกสทฯ
หนุนสตาร์ทอัพ-ไอซีทีชุมชน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัล ด้วยแผนงานสำคัญๆ 5 เรื่อง คือ การส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลเกิดใหม่ (Tech Startup) เน้นสร้างธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดเป็นสินค้าและบริการใหม่บนพื้นฐานของการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการดิจิทัลรายใหม่ ส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจยุคดิจิทัล อาทิ ศึกษาแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าและกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า การพัฒนาฐานข้อมูลและข้อมูลเพื่อทำมาตรฐานสินค้าด้วยมาตรฐานสากล การพัฒนาระบบออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาระบบและเชื่อมโยงระบบออกใบรับรองและใบอนุญาตทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาระบบสมาร์ท ลิฟวิ่ง คอมมูนิตี้ เพื่อความยั่งยืน
พร้อมกันนี้ ต้องยกระดับศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน เป็นศูนย์ดิจิทัลชุมชน ไม่เพียงเพิ่มโอกาสเข้าถึง แต่ให้สามารถใช้บริการภาครัฐได้ เช่น ติดต่อราชการ การสาธารณสุข ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในชุมชน ส่งเสริมการใช้ดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ (Digital Literacy) การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะสมาร์ท ซิตี้จังหวัดภูเก็ต
ส่งเสริมดิจิทัลภาครัฐ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมบริการดิจิทัลเป็นการยกระดับการบริการของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีแผนงานสำคัญ ได้แก่ 1.กระบวนการดำเนินการภาครัฐ บูรณาการข้อมูลและระบบงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนมาตรการและนโยบายของรัฐ บูรณาการศูนย์ข้อมูลภาครัฐ (Government Data Center Consolidation) การพัฒนาโปรแกรมและระบบการติดต่อสื่อสารแบบออนไลน์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบเคลื่อนที่ (Government Mobile Private Communication) 2.อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้บริการภาครัฐ ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ (Doing Business Platform Starting Phase) การลดสำเนากระดาษเพื่อบริการประชาชนนำร่อง 7 กระทรวง (Smart Service) ศูนย์บริการภาครัฐสำหรับประชาชน (Gov Channel)
3.พัฒนาและขยายผลต่อเนื่องสำหรับ TDGA และ Thai MOOC 4. การพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 5. การสร้างเครือข่ายรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ อาศัยผลขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รองรับมิติด้านสังคม ให้ประชาชนทำหน้าที่เฝ้าระวัง ส่งสัญญาณเตือนภัย รวมทั้งปลูกฝังและสร้างเยาวชนรุ่นใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและเตือนภัยด้านอุตุนิยมวิทยาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
“ต่อไปนี้ภาพของกระทรวงจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลรวมกว่า 30,000 หมู่บ้าน จะเพิ่มขึ้นให้เห็นชัดเจน มิติด้านเศรษฐกิจ ประชาชนทุกกลุ่มมีความเท่าเทียมทางการแข่งขัน การเรียนรู้และสามารถประกอบอาชีพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านช่องทางต่างๆ มากขึ้น ปี 2560 กลไกทางกฎหมายจะมีความชัดเจน และเป็นส่วนสำคัญส่งเสริมความมั่นคง เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์ 4.0” นายพิเชฐ กล่าว
แก้สัญญาดาวเทียมยังไม่คืบ
อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีกงานหนักของกระทรวงดีอี คือ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียม นายพิเชฐ ระบุว่า การแก้ปัญหาสัญญาสัมปทานต่างๆ ทั้งในกิจการโทรคมนาคม หรือแม้แต่ดาวเทียม เกี่ยวพันกับข้อกฎหมายจำนวนมาก จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบ
“ส่วนตัวยังไม่ขอตอบคำถามในตรงนี้ เพราะต้องการเดินสานเยี่ยมเยียนหน่วยงานในสังกัดก่อน”
ปัญหาสัญญาดาวเทียม สืบเนื่องมาจาก พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเรื่องความคืบหน้าสำหรับแนวทางกำกับดูแลและการบริหารงานกิจการอวกาศ ได้เชิญคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาหารือ มีวัตถุประสงค์ หาแนวทางกำกับดูแลและบริหารกิจการอวกาศ ที่ต้องชัดเจนว่ารูปแบบกิจการดาวเทียมควรจะเป็นสิทธิของใครในการดูแล หากยิงดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรดวงอื่นๆ ในอนาคต
ทั้งนี้ อาจแบ่งเป็น 4 แนวทาง ทั้งแนวทางที่รัฐบาลบริหารกิจการเอง 100% , ทำร่วมเอกชนแต่รัฐบาลถือหุ้นครองหุ้นมากกว่า , ก่อตั้งเป็นกิจการร่วมค้าถือครองหุ้นสัดส่วนเท่ากัน และดำเนินกิจการแบบที่เป็นอยู่ แต่ให้มีการร่างทำสัญญาแนบท้าย (Deed of Agreement) ภายใต้เงื่อนไขรัฐบาลต้องได้ประโยชน์
อย่างไรก็ดี ในแง่ของความชัดเจนส่วนของดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ได้เสนอทางออกเพื่อให้พล.อ.อ.ประจิน มี 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 ให้ดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งยิงไปเมื่อปี 2555 และเปิดให้บริการปี 2557 และ ดาวเทียมไทยคม 8 ซึ่งยิงไปเมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา กลับไปอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิม คือ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน 20.5% ต่อปี ไปจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2564
โดยก่อนหน้า พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) กำหนดให้ดาวเทียมอยู่ในระบบสัญญาสัมปทาน มีอายุสัมปทาน 30 ปี คือตั้งแต่ ปี 2534-2564 ซึ่งกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่เก็บค่าสัมปทานอัตรา 20.5 % ต่อปี และเป็นผู้จองวงโคจรให้ตั้งแต่ต้น แต่เมื่อมี พ.ร.บ.กสทช.ออกและกำหนดให้ผู้ประกอบการดาวเทียมจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแทนในอัตรา 2% ต่อปี และจ่ายเข้าโครงการกองทุนยูเอสโอ 3.75 % ต่อปี ทำให้รัฐบาลได้รายได้จากกิจการดาวเทียมน้อยลง
แนวทางที่สอง คือ ถ้าไม่อยู่ภายใต้สัมปทานเดิม ให้กระทรวงไอซีทีมีหน้าที่กำหนดเงื่อนไขใหม่ ทำสัญญาเป็น Deed of Agreement เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงต้องเปิดให้บริการกับภาครัฐด้วย เพื่อให้รัฐได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าค่าสัมปทานที่เคยได้รับ โดยกระทรวงไอซีที (เดิม) จะเป็นผู้นัดผู้ประกอบการดาวเทียมมาหารือร่วมว่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร ขณะที่ยังคงต้องจ่ายค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมยูเอสโอ ให้กับ กสทช.ด้วยหากหลังปี 2564 จะใช้สัญญา Deed of Agreement เป็นมาตรฐานจัดเก็บรายได้เข้ารัฐด้วย
เข้ม ‘รัฐวิสาหกิจ’ เข้าขั้นตอนแปรรูป
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจทั้งสองหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแล ได้แก่ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม นั้น ตามที่คณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มอบหมายให้ไปศึกษาแนวทางความร่วมมือเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ธุรกิจการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ธุรกิจให้บริการ หรือการปรับเปลี่ยนองค์กรรูปแบบใดที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสององค์กรให้ดำเนินการสะสางปัญหาภายในองค์กรทั้ง 2 หน่วยงานให้สามารถดำเนินงานต่อไปและเกิดการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โดยก่อนหน้านี้ คนร. มีมติเห็นชอบแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ 2 แห่งคือ ทีโอที และ กสท โดยให้แยกทรัพย์สินประเภทอุปกรณ์โครงข่ายของทั้ง 2 หน่วยงานไปตั้งบริษัทลูกร่วมกัน 3 บริษัท ซึ่งให้การดำเนินงานเป็นอิสระจาก กสทฯ และ ทีโอที ประกอบด้วย บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ, บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ และ บริษัท ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต และภายใต้ 3 บริษัทจะต้องตั้ง 1 บริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ หรือ ดูแลเรื่องโอเปอเรชั่นทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังต้องลงทุนตามแผนงานของไอซีทีได้มอบหมาย คือ ทีโอที ไปดำเนินงาน โดยทีโอทีรับผิดชอบโครงการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศไป ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 70,000 หมู่บ้าน จากปัจจุบันที่หมู่บ้านที่ยังเข้าถึง 35,000 หมู่บ้านภายใต้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท เนื่องจาก สำรวจแล้วว่าทีโอทีมีเสาสัญญาณและสายไฟเบอร์ออพติกอินเทอร์เน็ตครอบคลุม ซึ่งในอีก 30,000 หมู่บ้าน ยังไม่มีการเข้าถึงเพราะสภาพภูมิศาสตร์ไม่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำรัฐบาลจึงสนับสนุนให้กระทรวงเป็นผู้ดำเนินการ คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในปีนี้ และครอบคลุมได้ทั้งประเทศในปี 2560
ส่วนกสทฯต้องเสนอแผนโครงการการพัฒนาไฟเบอร์ออฟติกใยแก้วนำแสงใต้น้ำ (ซับมารีน เคเบิล) ว่าในแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวนั้น กสทฯต้องการพัฒนาซับมารีน เคเบิ้ลให้มีกี่เส้นทาง เชื่อมต่อกับภูมิภาคใดบ้าง และเป็นผู้รับผิดชอบโครงการขยายขีดความสามารถเครือข่ายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในประเทศ และต่างประเทศ จำนวน 5,000 ล้านบาท
ขณะนี้ กสทฯ ได้ลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำระบบใหม่ คือ ระบบเอเชีย แปซิฟิกเกตเวย์ (เอพีจี) ซึ่งจะเสร็จในปี 2558 แต่ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่องจุดขึ้นบกที่ประเทศจีน ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดบริการเป็นต้นปี 2559 โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนเริ่มต้นที่มีมูลค่าสูงราว 1,500 ล้านบาท แต่จะสร้างรายได้ในระยะยาว โดยจะรองรับความต้องการในอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ระบบนี้รองรับความจุกว่า 55 เทราบิต





