ปี 2563 คาดว่ากว่า 70% วิดีโอจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ใช้งานมากที่สุดบนมือถือ
สแกนภาพรวมการบริโภค “ดาต้า” หรืออินเทอร์เน็ตโดยรวมผ่านเครือข่ายไร้สายรายใหญ่ในไทย พบว่า 68% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเชื่อมต่อผ่านมือถือ ในจำนวนนี้ 80% ใช้เพื่อดูวิดีโอ เฉลี่ยที่ 15 นาทีต่อครั้ง ยิ่งย้ำเทรนด์ใหม่ของโลกในยุคที่ความรวดเร็วในการสื่อสารข้อมูลไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
แต่เป็นโลกที่ “คอนเทนท์คือพระเจ้า (Content is King)”
โอลิเวอร์ ฟู รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สิงเทล อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป บอกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดในทุกประเทศ คือ การใช้วอยซ์เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของการใช้งานดาต้าเป็นหลัก ซึ่งในปี 2563 คาดว่ากว่า 70% วิดีโอจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ใช้งานมากที่สุดบนมือถือ
โดยเฉพาะคลิปวิดีโอความยาวเฉลี่ยที่ 5นาที จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการดูวิดีโอบนมือถือ เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ชมยูทูบจะดูแค่ 3 นาทีแรกแล้วหยุดถ้าคอนเทนท์ไม่โดน
“บทบาทของเราในอีโคซิสเต็มส์ของตลาดวิดีโอ คือ การที่เราต้องผลักดันการสร้างคอนเทนท์ประเภทนี้ ให้สามารถรองรับการให้บริการกับลูกค้าในเครือข่ายกว่า 630 ล้านรายภายใต้กลุ่มสิงเทล”
คอนเทนท์ดึงลูกค้า
ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส บอกว่า คอนเทนต์เป็นเซคเตอร์ใหม่ที่แตกมาจากการผลักดันสตาร์ทอัพเพียงอย่างเดียวมาสู่กลุ่มคอนเทนท์โดยเฉพาะคอนเทนท์ประเภท “วิดีโอ”
ภายใต้ความเชื่อว่า คอนเทนต์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นอกเหนือจากเรื่องพื้นฐานอย่างคุณภาพเครือข่าย มีบริการ และแอพพลิเคชั่นที่เหมาะสมมาเป็นกำลังเสริม
ผู้บริหารเอไอเอส ระบุว่า ที่ผ่านมาการขยายพาร์ทเนอร์ชิพ เป็นวิธีที่ช่วยสร้างความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การเริ่มต้นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มสตาร์ทอัพที่วันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นกลุ่มที่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและช่วยกันต่อยอดธุรกิจ ขั้นต่อไปคือ การหาพาร์ทเนอร์ชิพในกลุ่มใหม่อย่างคนสร้างคอนเทนท์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งกลุ่มสิงเทลเริ่มปรับเปลี่ยนมาโฟกัสตลาดนี้
สำหรับไทย “ยูทูบ” เป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่สุด ส่วนเอไอเอสที่ผ่านมาก็เริ่มมีบริการที่เกี่ยวข้องออกมาผ่าน “เอไอเอส เพลย์” ที่มีทั้งวิดีโอ โปรดักส์ และรายการทีวี ซึ่งจากนี้ก็จะต้องพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
“ถ้าเอไอเอสสามารถเป็นพันธมิตรกับคนรุ่นใหม่ๆ ถึงระดับคนทำคอนเทนต์ได้ก็น่าจะต่อยอดสิ่งใหม่ๆ เช่น การสื่อสารในบางเรื่องที่อาจจะได้มุมมองใหม่ๆมากกว่าการทำคอนเทนต์ที่มาจากบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง”
ทีมไทยติดอันดับขวัญใจมหาชน
ในงาน “เดอะ 5-มินิท วิดีโอ ชาเลนจ์” งานประชันไอเดียคนรุ่นใหม่ที่กลุ่มสิงเทลผลักดันให้เป็นเวทีระดับโลก เพื่อหาสุดยอดนักพัฒนาคอนเทนท์ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนมาจากเวทีประชันไอเดียในกลุ่มสตาร์ทอัพสู่การแช่งขันหาคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือในการพัฒนาคอนเทนท์เป็นครั้งแรก
ทีม “จอร์เจียสเวย์” เจ้าของผลงานวิดีโอ “ฮัลโหล จอร์เจียส” หนึ่งในสองทีมตัวแทนจากไทยคว้ารางวัลขวัญใจมหาชน อันดับ 2 จากผลงานที่ส่งเข้าแข่งขันทั้งหมด 600 ผลงาน (6 ประเทศ) จากเรื่องราวการคอนเนคติ้ง-ไลวฟ์ (Connecting-Live) ผ่านมุมมองการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของแก๊งค์เพื่อนเที่ยวที่ต่างไลฟ์สไตล์ แต่หายใจเข้าออกเป็นเรื่องเที่ยวเหมือนกัน
ส่วนรางวัลชนะเลิศเป็นของทีม “โรตาสิ (Rotasi)” จากอินโดนีเซียกับผลงานวิดีโอถ่ายทอดมุมมองความคิดเกี่ยวกับการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต
“โจทย์ปีนี้คือการเชื่อมโลกให้ใกล้ ซึ่งแต่ละทีมจะก็ไปตีความในมุมมองของตัวเองที่เราพบว่า แต่ละทีมจะตีความกันไปกว้างขวางมาก ที่ถือว่าดีต่อการเปิดโอกาสสำหรับการสร้างสรรค์คอนเทนท์ที่จะได้มุมมองแปลกใหม่”
หลังจากนี้คือ การต่อยอดสู่การผลิตชิ้นงาน เช่นความเป็นไปได้ที่จะเสนอโครงการให้ร่วมผลิตโฆษณาให้กับเอไอเอส รวมถึงการนำคอนเทนต์ไปเผยแพร่ผ่านวิดีโอแพลตฟอร์มของเอไอเอสและกลุ่มสิงเทล ที่ปัจจุบันมีลูกค้ามือถือในเครือข่ายรวมกว่า 600 ล้านรายใน 6 ประเทศของทวีปเอเชีย, แอฟริกาและออสเตรเลีย
นายปรัธนา บอกว่า ในเชิงของการลงทุนสำหรับเอไอเอสมองว่า ตลาดคอนเทนต์เป็นจุดเริ่มต้นของการพาร์ทเนอร์ระหว่างเอไอเอสและรายย่อย เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานร่วมกันกับบริษัทรายใหญ่ๆเท่านั้น ขณะที่ความร่วมมือกับรายย่อยๆก็เป็นโอกาสที่จะต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆได้ดีไม่แพ้กัน





