วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รายเล็กหวั่น'อาลีบาบา'ฮุบตลาด ติงรัฐชัดเจน-สกัดเงินไหลออกนอก

รายเล็กหวั่น“อาลีบาบา”ฮุบตลาด ติงรัฐชัดเจน-สกัดเงินไหลออกนอกประเทศ

“แจ๊ค หม่า” ผู้ก่อตั้ง และประธานกลุ่มบริษัทอาลีบาบา บรรลุข้อตกลงร่วมรัฐบาลไทยผลักดันเอสเอ็มอี โดยตั้งคณะทำงานร่วม 2 ฝ่าย หนุนภาพรวมอีคอมเมิร์ซไทยให้มีสีสันขึ้น ทั้งมาบรรยายพิเศษให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยในหัวข้อ “Entrepreneurship and Inclusive Globalization” ที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย


การมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการของมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ผู้สร้างตำนานความสำเร็จ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่ความเห็นของผู้ประกอบการในไทยเอง ก็แสดงความกังวลถึงการเข้ามาขยายอาณาจักรอาลีบาบาในไทย หลังจากที่ กูเกิล เฟซบุ๊ค และไลน์ เข้ามาขยายอาณาจักรจนเต็มพื้นที่ไปแล้ว


ติงพึ่งอาลีบาบาเกินไป
นายจาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย ตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ และหัวหน้านักวิเคราะห์ ประจำไอดีซี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ความร่วมมือในภาพรวมแล้วถือว่าเป็นบวกต่อประเทศ แต่ถ้ามองในมุมผู้ประกอบการยิ่งเปิดเสรีมากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสสำหรับการค้าขายที่มาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเตรียมพร้อมให้ดีก่อน


นอกจากนี้การที่เปิดโอกาสให้ยักษ์อีคอมเมิร์ซเข้ามาแชร์ความรู้ เทคโนโลยี ถ้ามองในแง่ดีก็คือ เพิ่มประสบการณ์และช่องทางใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการในไทยที่จะมีโอกาสขยายธุรกิจของตัวเองผ่านเครือข่ายของอาลีบาบาไปยังตลาดอื่นๆได้ง่ายมากขึ้น แต่ไทยก็ยังเป็นตลาดใหม่สำหรับอีคอมเมิร์ซ และผู้ประกอบการยังไม่มีความชำนาญจะกลายเป็นการพึ่งพาอาลีบาบามากเกินไป


ทั้งยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการของจีนหลั่งไหลเข้ามาในตลาดไทยได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งเป็นข้อเสียของการที่เปิดกว้างมากไป ต้องพิจารณาให้ดีด้วยว่าความร่วมมือออกมาในมุมที่เป็นประโยชน์หรือผลเสียมากกว่ากัน

อีกทั้งแม้จะมีบริษัทจดทะเบียนในไทยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลดีต่อประเทศในทุกด้าน ต้องดูการรับรู้รายได้ของบริษัทด้วย เพราะบริษัทอินเทอร์เน็ตจากต่างชาติจำนวนมากใช้วิธีรับรู้รายได้ในประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งอาลีบาบาก็เช่นกัน ที่รัฐหรือผู้เกี่ยวข้องต้องมีนโยบายที่ชัดเจนด้วยว่าให้บริษัทต้องรับรู้รายได้ในไทยเพื่อให้ภาษีคืนกลับมาส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ

สะเทือนอีคอมเมิร์ซไทย
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวยอมรับว่า การเข้ามาของอาลีบาบาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้อีคอมเมิร์ซไทย รวมถึงสตาร์ทอัพ ฟินเทคอย่างมาก โดยเฉพาะแนวโน้มการผูกขาดอยู่กับแพลตฟอร์มอาลีบาบาแพลตฟอร์มเดียว นับเป็นภัยคุกคามที่เห็นได้ชัด ขณะที่ส่วนที่ได้ประโยชน์ คือ การส่งออกสินค้าไปขายที่จีน ส่วนนี้ยอมรับว่าไทยได้ประโยชน์

“ถ้าเราไปอยู่บนแพลตฟอร์มอาลีบาบาอย่างเดียว อีคอมเมิร์ซไทยเตรียมแพ้ได้เลย เราต้องไม่อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว รัฐต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อได้หลายแพลตฟอร์ม หลายช่องทาง เหมือนในมาเลเซียทำ เขามีหลายแพลตฟอร์มที่ผู้ค้าใช้เป็นช่องทาง อาลีบาบาเป็นแค่ส่วนหนึ่งในนั้น”

ขณะที่ ระบบชำระเงินอาลีเพย์ก็เข้ามาในไทยเรียบร้อย เป็นช่องทางชำระเงินที่ต่อไปจะไม่ใช่แค่รับเฉพาะคนจีนอย่างเดียวด้วย เพียงแค่เขาปรับแพลตฟอร์มนิดเดียว สามารถยึดครองประเทศได้เลย สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ฟินเทคไทย ทั้งนี้ ยังเริ่มเห็นสัญญาณผู้ค้ารายย่อยๆ หันไปขายของบนโซเชียลมากขึ้น ขณะที่รายใหญ่อีคอมเมิร์ซในตลาดเริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้

แนะผู้ค้าไทยสร้างภูมิคุ้มกัน
นายปฐม อินทโรดม ที่ปรึกษา สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) กล่าวแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คตัวเอง โดยระบุว่า ในโลกออนไลน์เกิดกระแสการตีกลับ ที่รัฐบาลตั้งใจให้นายหม่าเป็นพระเอกในงานเอซีดี (ACD) แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาอีคอมเมิร์ซไทย เพราะการเข้ามาครอบงำตลาดออนไลน์ไทย และปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวไปไหนไม่ได้ รวมถึงบริการเกี่ยวเนื่องทั้งระบบ เพราะไม่สามารถทำต้นทุนแข่งกับอาลีบาบาได้


“เรื่องต้นทุนต่ำคงเป็นที่รู้กันว่าสินค้า และบริการจากจีนมันถูกที่สุดในสามโลก อันนี้คงไม่มีใครเถียงและมันส่งผลกระทบกับผู้ผลิตชาวไทยแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว แต่ถามว่าธุรกิจบ้านเรารู้อย่างนี้แล้วเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองบ้างหรือยัง ผลที่ได้กลับยังตรงกันข้าม”

นายปฐม กล่าวว่า ขณะนี้ เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ไหลออกนอกประเทศเกือบ 100% เพราะลูกค้าจ่ายตรงให้ เฟซบุ๊ค, กูเกิล, ยูทูบ สื่อไทยควรเร่งสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง ธุรกิจไทยไม่เคยสนใจการสร้างซัพพลายเชน เน้นแต่การหาวัตถุดิบราคาต่ำสุดเสมอ

"คิดได้อย่างนี้ก็ไปซื้อกับแจ๊คเขาได้ของดีราคาถูกแน่ครับ แต่ซัพพลายเออร์คนไทยจะตายลงไปทีละราย แล้ววันหนึ่งเมื่อเราไม่อาจหาคนผลิตของตามสเปค ที่เราต้องการได้ก็ค่อยมาสงสัยกันว่าธุรกิจเหล่านี้มันหายไปไหนกันหมด"

ขณะที่ ภาครัฐก็ยังคงเดินหน้า อีออคชั่นแบบกลวงๆ ไม่ได้สนใจเลยว่า การสั่งซื้อของตัวเองจะมีผลต่อความเข้มแข็งของธุรกิจไทยมากแค่ไหน สุดท้ายข้าวของเครื่องใช้ในหน่วยงานรัฐวันนี้จึงมีแต่ของจีนทั้งๆ ที่คนไทยผลิตได้

รัฐต้องชัดเจนประโยชน์ที่ไทยได้
ด้านนางสาวพรทิพย์ กองชุน กรรมการอำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ Jitta กล่าวผ่านเฟซบุ๊คว่า ไม่ได้ต่อต้านอาลีบาบา เพราะเป็นโลกเสรีของอินเทอร์เน็ต ซึ่งไทยก็ได้ประโยชน์สามารถต่อยอดอะไรหลายอย่างได้

"แต่หน้าที่ของรัฐ คือ ทำอย่างไรที่ปรับสมดุลของผลประโยชน์ทั้งคู่ และของคนอื่นๆ ที่อยู่ในระบบด้วย ที่สำคัญ คือ การเจราจามีข้อต่อรอง เพื่อปกป้องอีโคซิสเต็มส์ทั้งหมดหรือประโยชน์ที่เราอาจต้องเสียไปในอนาคต ยกตัวอย่าง เรื่องภาษีรายได้ อาลีบาบา มีสำนักงานในไทยที่จดทะเบียนแล้วรับรายได้หรือไม่ ถ้าเขาเน้นผลักดันลาซาด้า ไทยก็ไม่ได้ภาษีอยู่ดี เพราะลาซาด้ามีสำนักงานใหญ่ในไทยก็จริง แต่จดทะเบียนรับรายได้เสียภาษีที่สิงคโปร์ ไม่ต่างจาก อโกด้า, กูเกิล, เฟซบุ๊ค, ไลน์ ที่ขายของในไทย แต่รับเงินเและเสียภาษีที่อื่น เม็ดเงินมหาศาลที่เกิดขึ้นในไทย แต่ภาครัฐเก็บภาษีไม่ได้เลยสักบาท เมื่อได้โอกาสเจรจาเป็นพันธมิตรกันแบบนี้ ไทยต้องยื่นขอเสนอให้ได้มากที่สุดเช่นกัน ไม่อย่างนั้นอำนาจเจรจาจะลดน้อยลง หากจำนวนผู้ใช้แพลตฟอร์มของเขามีมากขึ้น"

ขณะที่ แหล่งข่าววงการอินเทอร์เน็ตไทย กล่าวว่า รัฐควรมีนโยบายร่วมมือ รวมถึงการให้การสนับสนุนกับผู้ประกอบการในประเทศด้วย หากมียักษ์ใหญ่เข้ามาสร้างธุรกิจในไทย เพราะจะกระทบกับอีโคซิสเต็มส์ทั้งหมด ด้วยความที่อาลีบาบามีศักยภาพ มีเงินทุน มีสายป่านที่ยาวกว่าผู้ประกอบการในประเทศอยู่แล้ว และขณะนี้รัฐเองกำลังสนับสนุนสตาร์ทอัพ รัฐต้องบาลานซ์ให้ดี

ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
"อยากรู้ว่า อาลีบาบาจะช่วย contribute อะไรให้ไทยบ้าง ซึ่งต้องไม่ใช่แค่ส่งคนมาฝึกอบรม หรือส่งเด็กไปฝึกงาน แต่ต้องมีงบประมาณสนับสนุนให้ชัดเจน เช่น มาตั้งศูนย์อาร์แอนด์ดีในไทย ทำวิจัยร่วมกัน ทำให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ จะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างไร คือรัฐต้องคุยให้ชัดเจนให้เห็นภาพใหญ่ อย่างการตั้งคณะกรรมการร่วมก็ถือว่าน่าสนใจ แต่ก็ต้องลงลึกในรายละเอียดให้ชัดว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร เราจะได้อะไรจากการที่เขาเข้ามาร่วมมือ ถึงจะมีการเซ็นเอ็มโอยู"

แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยให้อาลีบาบา หรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาในไทย เพราะที่ผ่านมาบริษัทเหล่านี้เข้ามาช่วยเอสเอ็มอีในไทยด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น กูเกิล หรือแม้แต่อาลีบาบา ที่เข้ามาในไทยก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่ต้องมองในระยะยาวว่า เมื่อเข้ามาแล้วได้ contribute อะไรให้บ้างเป็นตัวเงิน เป็นรายได้ที่เข้าประเทศเรา

“ส่วนผู้ประกอบการไทยเอง ต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ต้องทำให้มีความแตกต่าง ต้องปรับตัว” แหล่งข่าว กล่าว