การวางรากฐานสำหรับพัฒนาเชื่อมโยงเมืองอัจฉริยะ รวมถึงนำดิจิทัลไปต่อยอดในมิติทางเศรษฐกิจกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ
ในงานประชุมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทย-ฮ่องกง “อินสไตล์ . ฮ่องกง” สัมมนาหัวข้อ “Belt and Road : กรอบการทำงานระบบดิจิทัลเพื่อเชื่อมต่อเมืองอัจฉริยะ” จัดโดยองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง
“ชัยชนะ มิตรพันธ์”รองผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) แสดงความเห็นว่า สมาร์ทซิตี้เป็นหนึ่งในตัวจักรสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0
อย่างไรก็ดี แนวการทำหากเริ่มต้นจากเมืองใหญ่คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงจัดทำโครงการต้นแบบที่เมืองภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่น
ส่วนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ครอบคลุมทั้งปัญญาประดิษฐ์ การประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่น โมบาย การวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กเชิงดาต้า ยกระดับด้านความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างเทคสตาร์ทอัพ
พร้อมกันนี้ สร้างความเชื่อมั่นการทำธุรกรรมโลกออนไลน์ โดยภาพรวมได้บูรณาการเพื่อทำงานร่วมกัน บทบาทรัฐเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน จากนั้นขยายผลต่อถึงการใช้งานของภาคเอกชนและประชาชน
“การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ เอกชน หรือระหว่างประเทศ”
วางรากฐานทั้งระบบ
“แฟรงค์ ทอง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) สถาบันวิจัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฮ่องกง กล่าวว่า การพัฒนาสมาร์ทซิตี้จำต้องบูรณาการทุกส่วนของเทคโนโลยีเข้ามาไว้ด้วยกัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บริการ และที่เกี่ยวข้องกับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีทั้งหมด
ตัวอย่างเช่นการทำงานของสถาบันให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบไอซี ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และที่ขาดไม่ได้คือการพัฒนาบุคลากรควบคู่กันไป
“วิลเลียม จี” พาร์ทเนอร์การประกันความเสี่ยง ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ ประเทศจีน เสริมว่า หนึ่งในประเด็นที่สำคัญของการพัฒนาคือการสร้างความเชื่อมั่นบนโลกออนไลน์ ซึ่งต้องทำไปทั้งระบบนิเวศน์
“ต้องทำทั้งส่วนของปัจเจกบุคคล องค์กร หน่วยงานภาครัฐ เป็นความร่วมมือกันในระดับโลกที่ต้องเชื่อมโยงระหว่างกันมากกว่าเดิม ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี ทว่าต้องครอบคลุมไปถึงกลไกการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วย”
จ่ายเงินไร้พรมแดน
“คลาเรนซ์ ฮุ่ย” ผู้จัดการอาวุโส แผนกพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ธนาคารกลางฮ่องกง (เอชเคเอ็มเอ) กล่าวว่า เช็คเป็นวิธีการชำระเงินที่ยังนิยมใช้กันแพร่หลายในแวดวงการค้าทั้งในและระหว่างประเทศ ทว่าหากยังใช้รูปแบบเดิมจะมีค่าใช้จ่ายสูง มีข้อจำกัดเรื่องเวลา หรือด้านภูมิศาสตร์
ดังนั้นฮ่องกงจึงเริ่มพัฒนาและเริ่มต้นใช้งานเช็คเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเช็ค อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อเดือนธ.ค.2558 ขณะนี้ได้รับความร่วมมือกับธนาคาร 9 แห่งในฮ่องกง
ปัจจุบัน การใช้งานมีอย่างแพร่หลาย โดยกินสัดส่วนมากถึง 80% ของการใช้เช็คทั้งหมดในประเทศ
สำหรับผลที่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแง่ความเร็วโดยย่นระยะเวลาจาก 1-2 ชั่วโมงเป็นเรียลไทม์ ปลอดภัย ขณะเดียวกันถูกกว่ารูปแบบเดิมๆ สำคัญเอื้อต่อการทำการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศอย่างมาก
ไทยตลาดน่าลงทุน
ข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 2 ด้านการทำธุรกิจสำหรับประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยธนาคารโลก
เมื่อปี 2558 เป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อันดับที่ 3 ของฮ่องกงสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน หรือสัดส่วนราว 18.1% ของมูลค่ารวม 6,290 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำหรับองค์กรข้ามชาติที่มีฐานการผลิตและเครือข่ายการจำหน่ายในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติต่อเนื่อง
ทางผู้จัดงานระบุด้วยว่า รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี พัฒนาโมบายโซลูชั่น รวมถึงวางกรอบการพัฒนาสมาร์ทซิตี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการพัฒนาดังกล่าว รวมถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการยกระดับการเงิน การค้า การลงทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ





