ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ กสทช.สูตรคนกลางเลือกคนกลาง ยันยังมีอิสระแม้ถูกกำหนดให้ทำงานตามแผนนโยบายดีอี
ค่อนข้างชัดเจนระดับหนึ่งว่า ร่างพ.ร.บ.กสทช. ฉบับใหม่ ที่กำลังออกมาในปีนี้ เปลี่ยนแปลงใน 16 หลักการ อาทิ ที่มาและองค์ประกอบกสทช.ที่เปลี่ยนจากเดิม 11 คน เหลือ 7 คนเท่านั้น ไม่มีคณะกรรมการชุดเล็กแยกด้านวิทยุกระจายเสียง และโทรคมนาคม และที่มากรรมการจากเดิม คือ สมัคร และคณะกรรมการคัดสรร และสมัครแล้วผู้มีส่วนได้เสียเลือกกันเองจากนั้นให้ส.ว.คัดเลือก เหลือแค่มาจากคณะกรรมการคัดสรรเท่านั้น โดยเลือกมา 14 คน แล้วให้ส.ว. คัดเลือก หรือใช้แบบ "คนกลาง" เลือก "คนกลาง"
ที่มา กสทช. ชุดใหม่จะลดเหลือ 7 คน ประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน ได้แก่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม วิศวกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และคุ้มครองผู้บริโภค คุณสมบัติ กสทช. ก็เพิ่มขึ้น เช่น ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป ตำแหน่งทางวิชาการต้องสูงกว่ารองศาสตราจารย์ขึ้นไปไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเคยเป็นนายทหาร หรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พลโท พลอากาศโท พลเรือโท หรือพลตำรวจโท ขึ้นไป หรือเคยเป็นผู้บริหารไม่น้อยกว่า 3 ปี ตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่ในบริษัทมหาชน ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคไม่น้อยกว่าสิบปี
คลอดร่างฯกม.ใหม่สิ้นปี
พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์กรประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมาคม ... (พ.ร.บ.กสทช.) กล่าวว่า ขณะนี้ขั้นตอนพ.ร.บ. ผ่านหลักการวาระที่ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาวาระที่ 2 มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างในรายมาตรา เดิมต้องเสร็จใน 60 วัน คือวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ได้ขยายเวลาไป 2 ครั้ง ส่วนตัวยังมั่นใจว่าตัวร่างฯ ดังกล่าวจะบังคับใช้เดือน ธ.ค.นี้
“จะทำให้เสร็จภายหลังร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ สิ่งที่ร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.กสทช.2553 คือ จำนวนกรรมการเหลือ 7 คน จากเดิม 11 คน รวบบอร์ดกระจายเสียงและโทรคมนาคมเป็นบอร์ดเดียว ,ที่มากรรมการกสทช.ปรับที่มาเหลือเฉพาะมาจากกรรมการสรรหา เปลี่ยนให้คนกลางเลือกคนกลาง (กสทช.) เพราะต้องการความโปร่งใส”
คณะกรรมการสรรหาจะเลือกบุคคลมาให้วุฒิสภาเลือก คุณสมบัติทั่วไปของกรรมการกสทช. เพิ่มช่วงอายุเป็น 45-65 ปี คุณสมบัติเพิ่มเติม อาทิ เคยดำรงตำแหน่งอธิบดี นักวิชาการต้องเป็นรองศาสตราจารย์ขึ้นไป เอกชนต้องเคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัทที่เป็นมหาชน
กันเงินเข้ากองทุนดีอี25%
สำหรับอำนาจหน้าที่กสทช.ได้เปลี่ยนและเพิ่มอำนาจหน้าที่ อาทิ ถ้าเรื่องใดเกี่ยวกับการอนุญาตวิทยุโทรคมนาคมให้สำนักงานฯ ดำเนินการแทน, การนำคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาจัดสรรให้ กสทช.มีอำนาจชดเชย หรือเยียวยา เพื่อนำคลื่นความถี่มาจัดสรรได้ ,การอนุญาตจัดสรรที่เอาคลื่นมาประกอบกิจการโทรคมเดิมต้องใช้วิธีประมูลให้เพิ่มเงื่อนไข หากคลื่นความถี่มีไม่จำกัด ,สามารถใช้ร่วมกับกิจการอื่นได้ หรือในกิจการที่กสทช.พิจารณาและกำหนด มีการเสนอในชั้นกรรมาธิการ กรรมการพิจารณาได้ (รอข้อสรุปในกรรมาธิการฯ) สำหรับประเด็นค่าใช้จ่ายและเงินกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ และการประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช.
ทั้งนี้ เนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ และมีผลต่อ กสทช. โดยตรง คือ ที่มา และอำนาจหน้าที่ กสทช.รวมถึงการดำเนินงานที่เกี่ยวกับกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)
นอกจากนี้ ยังยกร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกำหนดนำเงินที่เกี่ยวข้อง กสทช. 2 ส่วน คือ 1.เงินที่ได้จากประมูลคลื่นความถี่ให้ กสทช.ส่งรายได้เข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอีจำนวน 25%
ยันยังอิสระจากกระทรวงดีอี
ส่วนข้อสงสัยเรื่อง กสทช.จะอยู่ภายใต้การบริหารงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นั้น เมื่อดูจากร่างรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรที่เป็นอิสระมาบริหารจัดการคลื่นความถี่ องค์กร กสทช.จึงต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มีความอิสระทำหน้าที่ ส่วนการดำเนินการต้องให้สอดคล้องกับรัฐบาล
ส่วนอำนาจ กสทช. นั้นมีสาระสำคัญ เช่น จะให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้อนุญาตแทน กสทช. เฉพาะการอนุญาตส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคม และ กสทช. สามารถเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากลับมาจัดสรรได้ก่อนระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องกำหนดวิธีทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่แต่ละกรณีด้วย ต่างจาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้กำหนดเรื่องการเรียกคืนคลื่นความถี่ ก่อนหมดอายุสัญญาสัมปทานดังกล่าว





