ประจิน ยันขอเวลา 3 เดือน เคลียร์โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน 1.3 หมื่นล้าน ขณะที่เร่งเจรจาหาข้อสรุปดาวเทียม ต.ค.นี้
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงปัญหาโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านว่า ตามงบประมาณที่สร้างโครงสร้างเชื่อมโยงภายใต้งบ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นนโยบายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านมูลค่า 13,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายในประเทศ ส่วนอีก 2,000 ล้านบาท จะเป็นการขยายวงจรเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังต่างประเทศ โดยเป็นงบกลางที่อดีตรัฐมนตรีได้ขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอนุมัติงบไปแล้ว ซึ่ง ต้องการให้การใช้อินเทอร์เน็ตเสมอภาค โดยมีความตั้งใจให้ใช้ภายใน1ปี ซึ่งการประกาศเงื่อนเขทางเทคนิคในการประมูล (ทีโออาร์) เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ส.ค.ซึ่งผ่านมา 4 เดือนก็มีความก้าวหน้า แต่ยอมรับว่ามีบางส่วนที่ทับซ้อนกับกสทช.ในเรื่องของกองทุนยูเอสโอ และมีการสอบถามจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ดังนั้น หน้าที่ของกระทรวงดีอีจึงต้องปรับปรุงแผนงานให้ชัดเจนมากขึ้น แผนงานที่จะลงพื้นที่จะลงไหน จุดไหนมีผู้ให้บริการ ใครจะมาดูแลต่อ จะต้องทำข้อมูลเพิ่มเติม ในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษก็จเชิญผู้สนใจเข้ามา โดยจากนี้ขอเวลาดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ไม่สะดวก 3 เดือน ซึ่งก็ยังมั่นใจว่าโครงการจะแล้วเสวร็จได้ในปี 2560 อย่างแน่นอน ต่อเนื่องกับแผนโครงการที่บรรจุไว้ภายในปีหน้าด้วย
“เราต้องศึกษาให้ชัดเจน มีความเตรียมความพร้อมทั้งคนดูแผนงาน กฏกติการต้องไม่ซับซ้อนแผนงาน ยืนยันว่ากระบวนการที่ท้วงติงมา จะขอตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 2-3 คนเพื่อดูว่าจะทำอย่างไรภายใน 2-3 เดือนนี้จะต้องลงนามในสัญญาจ้างได้” พล.อ.อ.ประจิน ระบุ
อย่างไรก็ดี พล.อ.อ.ประจิน เสริมว่า ปัญหาเน็ตหมู่บ้านไม่ได้มาจากที่ทีโออาร์ แต่การทำงานต้องดูด้วยความรอบคอบ ไม่ใช่เพราะคิดแล้วทำได้ทันที ยืนยันว่าจนถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรผิดพลาด มีเพียงแต่ข้อทักท้วง และข้อเสนอแนะ จำเป็นที่กระทรวงดีอีต้องหารือร่วมกันกับกสทช.
เจรจาหาข้อสรุปดาวเทียมต.ค.นี้
สำหรับในเรื่องความคืบหน้าสำหรับแนวทางกำกับดูแลและการบริหารงานกิจการอวกาศ ได้เชิญนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มารือในวันเดียวกันด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ของการหาแนวทางกำกับดูแลและบริหารกิจการอวกาศ ดังนั้นต้องมีการสร้างความชัดเจนว่ารูปแบบกิจการดาวเทียมควรจะเป็นสิทธิของใครในการดูแล หากมีการยิงดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรดวงอื่นๆในอนาคต
ซึ่งอาจเป็นได้ 4 แนวทาง ทั้งแนวทางที่รัฐบาลบริหารกิจการเอง 100% , การทำร่วมกับเอกชนแต่รัฐบาลถือหุ้นครองหุ้นมากกว่า , ก่อตั้งเป็นกิจการร่วมค้าถือครองหุ้นในสัดส่วนเท่ากัน และดำเนินกิจการแบบที่เป็นอยู่ แต่ให้มีการร่างการทำสัญญาแนบท้าย (Deed of Agreement) ภายใต้เงื่อนไขรัฐบาลต้องได้ประโยชน์ ซึ่งคาดว่าะได้เห็นความชัดเจนเดือนต.ค.นี้
อย่างไรก็ดี ในแง่ของความชัดเจนในส่วนของดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ได้เสนอทางออกเพื่อให้พล.อ.อ.ประจิน มี 2 แนวทาง คือ 1.ให้ดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งยิงไปเมื่อปี 2555 และเปิดให้บริการปี 2557 และ ดาวเทียมไทยคม 8 ซึ่งยิงไปเมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา กลับไปอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิม คือต้องจ่ายค่าสัมปทาน 20.5 % ต่อปี ไปจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2564 ซึ่งก่อนหน้ามี พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ดาวเทียมอยู่ในระบบสัญญาสัมปทาน มีอายุสัมปทาน30 ปี คือตั้งแต่ ปี 2534-2564 ซึ่งกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่ในการเก็บค่าสัมปทานในอัตรา 20.5 % ต่อปี และเป็นผู้จองวงโคจรให้ตั้งแต่ต้น แต่เมื่อมีพ.ร.บ.กสทช.ออกและกำหนดให้ผู้ประกอบการดาวเทียมจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแทนในอัตรา 2% ต่อปี และจ่ายเข้าโครงการกองทุนยูเอสโอ อัตรา 3.75 % ต่อปี จึงทำให้รัฐบาลได้รายได้จากกิจการดาวเทียมน้อยลง
แนวทางที่สอง คือ ถ้าไม่อยู่ภายใต้สัมปทานเดิม ให้กระทรวงไอซีทีมีหน้าที่กำหนดเงื่อนไขใหม่โดยทำสัญญาเป็น Deed of Agreement เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้จ่ายค่า
ธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้นรวมถึงต้องเปิดให้บริการกับภาครัฐด้วยเพื่อให้รัฐได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าค่าสัมปทานที่เคยได้รับ โดยกระทรวงไอซีทีจะเป็นผู้นัดผู้ประกอบการดาวเทียมมาหารือร่วมกันว่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร ขณะที่ยังคงต้องจ่ายค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมยูเอสโอ ให้กับ กสทช.ด้วยหากหลังปี 2564 จะใช้สัญญา Deed of Agreement เป็นมาตรฐานในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐด้วย





