วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการแนะเปลี่ยนวิธี "จัดสรรคลื่นความถี่"

คำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่ามูลค่าคลื่นทางเศรษฐกิจ

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาวิชาการเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ร.ท.เจษฎา ศิวารักษ์ เลขานุการประจำรองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีเนื้อหาน่าสนใจ แนะเปลี่ยนวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ คำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่ามูลค่าคลื่นทางเศรษฐกิจ

ร.ท.เจษฎา เห็นว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ไม่อยากให้คิดว่าการจัดสรรคลื่นต้องหมายถึงการนำคลื่นไปประมูลเสมอไป
การจัดสรรคลื่นอาจนำคลื่นที่ได้กำหนดให้ประมูลนำไปให้บริการก็ได้ ในการเรียนการสอนโทรคมนาคมไม่มีสถาบันไหนสอนให้เอาคลื่นความถี่มาขาย เราจึงต้องคิดต่อไปว่าเราจะกำหนดรูปแบบการจัดสรรคลื่นอย่างไร

ทั้งนี้ หากมองคลื่นความถี่เป็นสินค้าที่เอามาให้บริการ แบ่งเป็น 4 แบบ คือ 1. Private goods คลื่นความถี่ที่ให้เป็นการเฉพาะได้มาด้วยการประมูล คนอื่นจะมาใช้ร่วมไม่ได้ 2.Club goods การใช้ความถี่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกใช้บริการได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต

3. Common goods คลื่นความถี่ทั่วไปที่ใครจะใช้บริการก็ได้ไม่มีไลเซ่นส์ใบอนุญาต เหมือนการจับปลาในทะเลแต่มีการกำหนดอาณาเขตของการใช้งานเป็นสัดส่วน และ 4. Public goods คลื่นความถี่สาธารณะที่ใครจะใช้ก็ได้กีดกันไม่ได้ ซึ่งกฏหมายในอดีตมองคลื่นความถี่เป็นสิ่งที่ต้องประมูลเท่านั้น ไม่ได้คำนึงประโยชน์ที่จะนำคลื่นไปใช้

อย่างไรก็ดี แม้การประมูลเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะได้คลื่นความถี่ไปใช้ ที่ผ่านมาไทยให้ความสำคัญกับกระบวนการก่อนประมูลมากกว่ากระบวนการหลังประมูล ในช่วงที่จะเอาคลื่นไปใช้จะเกิดประโยชน์ จะทำได้แค่ไหน การกำหนดราคาคลื่นความถี่ต้องเป็นราคาที่ผู้อยู่ในธุรกิจอยู่ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประมูลจนเกิดการกีดกัน หรือทำลายผู้ประมูลรายใดรายหนึ่ง แต่ไม่มีกลไกที่จะเตือนให้กระบวนการประมูลควรยุติลงเมื่อถึงจุดที่จะเกิดปัญหาการประมูลเป็นแค่พิธีกรรม การทำให้ความโปร่งใสและเหมาะสมต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

นายปิยะบุตร ระบุว่า ที่ผ่านมากฏหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับดูแล เมื่อจะเข้าสู่ยุคที่เป็นดิจิทัลจึงต้องคิดว่าควรกำกับดูแลและจัดสรรคลื่นอย่างไร จะทำแบบเดิมที่บอกว่าเปิดให้เอกชนแข่งขันรัฐเป็นคนจัดสรรคลื่น แต่พอถึงเวลามีปัญหาผู้กำกับดูแลก็เรียกเอกชนมาสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

โดยหากเป็นตามนโยบายดังกล่าว ไม่ใช้วิธีแบบเอกชน แต่เป็นการกำกับแบบรัฐ องค์กรกำกับกลายเป็น Super Operation การจัดสรรคลื่นความถี่รัฐต้องถามตัวเองว่าจะเลือกแบบไหน จัดสรรแล้วการให้บริการที่ดีจะให้เอกชนนำ หรือรัฐนำ ถ้าให้เอกชนนำ ให้เอกชนทำไปเลย ถ้าทำได้ตามหลักเกณฑ์ทำไป รัฐควรดูแลอยู่ห่างๆ ถ้าจะทำอะไรก็ทำเฉพาะสิ่งที่เอกชนทำไม่ได้

ทั้งนี้คิดว่าร่างพ.ร.บ. กสทช.ฉบับใหม่ที่ทำอยู่ต้องให้ความชัดเจน ทั้งการประมูล การกำกับดูแล และการแข่งขันกัน โดยเน้นให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด อีกทั้ง เห็นว่าการประมูลคลื่นความถี่ที่ไม่ใช่แค่การกำหนดราคาเป็นตัวตั้งอย่างเดียวนั้น สามารถแทนที่ด้วยการกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขเสียตั้งแต่ก่อนการประมูล ประกอบกับมีการส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่อย่างจริงจัง

“ในร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงเรื่องปัญหาความล่าช้าของการแก้ไขปัญหาจากข้อร้องเรียน โดยอาจจะเสนอให้มีหน่วยงานที่มีหน้าที่เฉพาะเรื่องร้องเรียนผู้บริโภคได้ด้วยตัวเอง ไม่รวมเอาไว้กับ กสทช. อาจจะกลับไปใช้สถาบันคุ้มครองผู้บริโภค หรือมอบหมายหน้าที่ให้กับ กสทช. คนใดคนหนึ่งก็ได้”

นายสืบศักดิ์ เห็นว่า แนวคิดเรื่องคลื่นความถี่ในปัจจุบัน คลื่นความถี่ถูกมองเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีมูลค่าสูงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการเกิดขึ้นการหลอมรวม อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (ไอโอที) ฯลฯ ทำให้การจัดสรรคลื่น หรือการกำกับดูแลจะทำแบบเดิมไม่ได้ เพราะจะไม่ตอบสนองกับเทคโนโลยีใหม่

การจัดสรรคลื่นแบบเดิมจะเป็นอุปสรรคในการนำเทคโนโลยีใหม่ เข้ามาให้บริการการจัดสรรคลื่นหรือการกำกับดูแลต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงความท้าทายในการประมูลคลื่นความถี่ในเวลานี้คือ การนำคลื่นความถี่ที่เคยมีผู้ใช้งานอยู่กลับมาประมูลจะทำได้หรือไม่

วิธีการประมูลที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร การบริหารจัดการควรให้ความสำคัญกับอะไร โอกาสในการซื้อขาย การสลับหรือโอนความถี่จะมีความยืดหยุ่นเพียงใด การกำหนดราคาและคำนวณมูลค่าคลื่นให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงจะทำอย่างไร

สุดท้ายรูปแบบการประมูลคลื่นความถี่ในอนาคตจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพการประมูลที่นำเงินเข้ารัฐ หรือประโยชน์ที่สังคมและประชาชนจะได้ ส่วนสิ่งที่ต้องมีในการประมูลอยู่แล้วไม่เปลี่ยนแปลงคือ การแข่งขันที่เป็นธรรม ความโปร่งใส และรายได้ที่จะเข้ารัฐเป็นสิ่งที่สังคมต้องการอยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทยเองการประมูลที่ผ่านมา ทำให้การแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเปลี่ยนแปลงไป โดยจะแข่งขันด้านราคาน้อยลง แต่ปรับเปลี่ยนมาเน้นการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้ใช้บริการไม่ได้ยึดติดกับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการการบริการที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่า

ในส่วนของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะแตกต่างจากที่เคยประเมินไว้เมื่อตอนต้นปี ผู้ให้บริการทุกรายจะมีคลื่นพร้อมในการแข่งขันอยู่ในมือที่ชัดเจน จะเห็นได้ว่าคลื่นความถี่ที่อยู่ในมือผู้ให้บริการจะมีความแตกต่างกันไม่เกิน 10 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งด้านการแข่งขันจึงยังคงเป็นการแข่งขันของผู้ให้บริการ 3 รายเดิม

โดยจุดชี้ขาดการแข่งขันจะอยู่ที่คุณภาพเครือข่ายและความครอบคลุมในการให้บริการ ในแง่ความเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าส่วนแบ่งตลาดจะไม่เปลี่ยนแปลงมาก เอไอเอส ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 จะยังคงรักษาส่วนแบ่งไว้ได้ ขณะที่อันดับ 2 แล 3 มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงซึ่งน่าจะได้เห็นในสิ้นปีนี้ หรือไตรมาสแรกปี 2560