วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลปกครองชี้ขาดทีโอทีไม่ต้องจ่าย"9 พันล้าน"กลุ่มทรู

"ทีโอที" ยิ้มออกศาลสั่งไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน 9,000 ล้านบาท ให้กลุ่มทรู หลังสู้คดีนาน 10ปี

ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการฯ ระบุให้ความเป็นธรรมผู้รับใบอนุญาตความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ขอใช้ ขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมทุกราย

วานนี้ (19 ส.ค.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้เพิกถอนคำชี้ของคณะอนุญาโตตุลาการ และปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าว ที่ให้บมจ.ทีโอที แบ่งผลประโยชน์ตอบแทน และชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น จำนวน 9,175 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับจากการนำบริการพิเศษตามสัญญาร่วมการงาน และร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์มาผ่านโครงข่ายของกลุ่มทรู

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ทีโอทียื่นคำร้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2549 ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวของคณะอนุญาโตตุลาการ และกลุ่มทรูซึ่งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าว โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ ต้องพิจารณาตามกฎหมายไทยตามที่กำหนดในสัญญา และมาตรา 34 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งมาตรา 40 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาทมีเจตนารมณ์ให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และการจัดสรรต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมและมาตรา 25 วรรคห้า แห่งพ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 บัญญัติให้การเรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่าย (แอ็คเซ็ส ชาร์จ หรือ ไอซี) โทรคมนาคมต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

โดยให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นผู้มีอำนาจกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบริการโทรคมนาคม รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง (8) พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 นอกจากนี้ มาตรา 80 วรรคสองแห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 บัญญัติให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมของคู่สัญญาเดิมต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและมาตรา 26 วรรค 4 แห่ง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 บัญญัติให้สิทธิประโยชน์ตามสัญญาเดิมเป็นอันสิ้นสุดลง เมื่อมีการตรากฎหมายว่าด้วยการดำเนินกิจการที่ดำเนินการอยู่ซึ่งมีผลทำให้สิทธิของคู่สัญญาเดิมอยู่ภายใต้บทบัญญัติ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2543 และพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้ หรือเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมตามที่กำหนดไว้เดิมต้องถูกยกเลิกไป

นอกจากนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดข้อพิพาท โดยพิจารณาแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนด้วยการคำนึงถึงความสุจริตยุติธรรม และปกติประเพณีตามมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นการชี้ขาดข้อพิพาท โดยไม่ได้พิจารณาถึงความสมเหตุสมผล และเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ขอใช้หรือขอเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมทุกราย จึงเป็นการไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ดังนั้น การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวได้ และศาลต้องปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวศาลปกครองสูงสุด จึงเห็นพ้องด้วยในผลและมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าว