“ประจิน”ชี้“ไอซีที”ต้องสรุปเจรจา “ไทยคม” ให้เสร็จภายใน 90 วัน เตรียมทำข้อตกลงคู่สัญญาดาวเทียมดวง 9 ในอนาคต
พล.อ.อ.เอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีสำหรับแนวทางกำกับดูแลการบริการงานกิจการอวกาศว่า หลังจากสรุปรวบรวมข้อมูลแนวทางกำกับดูและบริการกิจการอวกาศ และได้เสนอข้อมูลเพื่อรับทราบต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปเมื่อต้นเดือน ก.ค.2559
ขณะนี้เป็นขึ้นตอนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่จะต้องทำข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกครั้งเพื่อขออนุมัติหลักการ เกี่ยวกับแนวทางข้อเสนอ สรุปความเป็นมาเกี่ยวกับการให้สัมปทานเปรียบเทียบกับระบบใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) ,เงื่อนไขทางกฏหมาย ให้ชัดเจน ที่เป็นข้อตกลงพิเศษในลักษณะ Deed of agreement ซึ่งจะต้องนำเสนอต่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูในเรื่องของกฏหมาย เพราะจะมีเรื่องการตีความในแง่กฏหมาย เข้าใจว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำงานคู่ขนาน ก็คือดูแลเรื่องของรายงานสรุปผล กับชุดทำงานศึกษาด้านกฏหมาย
“เข้าใจว่าขณะนี้กระทรวงไอซีทีอยู่ระหว่างการทำงานคู่ขนาน ก็คือดูแลในเรื่องของการรายงานสรุปผลกับชุดทำงานศึกษาด้านกฏหมาย ซึ่งเราจะทำข้อตกลง Deed of agreement ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไลเซ่นส์สำหรับ ดาวเทียมดวงที่ 7 และ 8 ก่อน ซึ่งอาจจะเพิ่มเติมเรื่องผลประโยชน์ของภาครัฐภาคส่วน คิดว่าในหลักการณ์เรื่องของ Deed of agreement จะไม่มีการจ่ายเงินแต่จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถเพิ่มช่องสัญญาณดาวเดียม (ทรานสปอนเดอร์) ช่องทางบริการสิทธิประโยชน์ให้กับส่วนราชการและสาธารณะมากขึ้น” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวต่อไปในอนาคตสำหรับดวงเทียมดวงที่ 9 และ 10 อาจจะเป็นลักษณะข้อตกลงเพื่อที่จะให้ทางด้านผู้ประกอบการให้ประโยชน์กับภาครัฐเพิ่มเติม ในแง่ของเช่น ภาครัฐจะเอาไปเพิ่มการบริการทางด้านการศึกษา บริการทางด้านสาธารณะสุข และหน่วยงานความมั่นคง ที่จะสามารถแบ่งคลื่นสัญญาณ (ทรานสปอนเดอร์)
ทั้งนี้กระทรวงไอซีทีทจะต้องเจรจาหารือร่วมกับ บมจ.ไทยคม เพื่อหาแนวทางร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ได้ทำคู่ขนานที่สอดคล้องกันทั้งแง่กฏหมาย โดยไอซีที่จะต้องสรุปรายงานข้ออนุมัติอย่างเป็นทางการ ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากที่ ไทยคมยิงดาวเทียมดวงที่ 8 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559
พร้อมให้ดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งยิงไปเมื่อปี 2555 และเปิดให้บริการปี 2557 และดาวเทียมไทยคม 8 ซึ่งยิงไปเมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมากลับไปอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิมคือต้องจ่ายค่าสัมปทาน 20.5% ต่อปีไปจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2564
ซึ่งก่อนหน้ามีพ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ดาวเทียมอยู่ในระบบสัญญาสัมปทานมีอายุสัมปทาน3 0 ปี คือตั้งแต่ปี 2534-2564 กระทรวงไอซีทีมีหน้าที่เก็บค่าสัมปทานในอัตรา 20.5% ต่อปี และเป็นผู้จองวงโคจรให้ตั้งแต่ต้น
แต่เมื่อมีพ.ร.บ.กสทช.ออก และกำหนดให้ผู้ประกอบการดาวเทียมจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแทนในอัตรา 2% ต่อปี และจ่ายเข้ากองทุน USO อัตรา3.75% ต่อปี จึงทำให้รัฐบาลได้รายได้จากกิจการดาวเทียมน้อยลง





