อิเล็กทรอนิกส์-ไฟฟ้า จัดแพ็คเกจจูงใจลาออก หลังลดพนักงานกระทั่งมีอัตราการจ้างน้อยลง -ไม่มีจ้างงานใหม่
นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ในภาคอิเล็กทรอนิกส์-ไฟฟ้าโดยภาพรวมขณะนี้แนวโน้มการจ้างงานน้อยกว่าการลดพนักงาน เริ่มลดโอทีลงทำให้จำนวนคนลาออกเพิ่มสูงขึ้น เพราะส่วนใหญ่พนักงานก็มุ่งที่จะได้โอที
อย่างไรก็ตามมีบางบริษัทในภาคอุตสาหกรรมนี้จัดแพ็คเกจการชดเชยรายได้หากพนักงานสมัครใจลาออกที่เป็นรูปแบบวิน-วิน ซึ่งต้องยอมรับว่าภาคอิเล็กทรอนิกส์-ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีแพ็คเกจจูงใจมากที่สุด
"ถามว่าในไทยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้ามีการลดพนักงานไหม มีบ้างในภาครวมอัตราการจ้างงานน้อยกว่าการลดพนักงานแล้วขณะนี้ ซึ่งเป็นแบบนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วที่ไม่มีการจ้างแทนเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าไม่เกิด 3-5 ปี ภาวะแบบนี้จะรุนแรงขึ้น แต่หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ยังเติบโต แต่ส่วนที่ทำให้เติบโตไม่ได้อยู่ในประเทศไทย อยู่ในต่างประเทศหมด"
นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ในอีก 3-5 ปีในภาคอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีส่วนผสมระหว่างการบริหารจัดการแบบออโตเมชั่นและโรโบติก (Robotic) ซึ่งไม่ใช่ว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แรงงานอย่างเดียว แต่จะเกิดการลงทุนในระบบที่ล้ำสมัย เช่น บิ๊กดาต้า อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ต่างๆ
“หุ่นยนต์อย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่จะเห็นมากกว่าคือ ระบบออโตเมชั่น ระบบเซ็นเซอร์ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอที บิ๊กดาต้า ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนภาพอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยปัจจุบันในไทยเฉพาะภาคอิเล็กทรอนิกส์นำระบบออโตเมชั่นเข้ามาใช้ราว 10-20% ที่เหลือยังเป็นกำลังคน”
ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัวให้ทัน ไม่เช่นนั้นนักลงทุนจะไม่เลือกประเทศไทย และจะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นมากขึ้น เพราะเมื่อต้องนำระบบออโตเมชั่นและโรโบติกเข้ามาใช้ พนักงานต้องมีทักษะในอีกรูปแบบหนึ่ง และที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้มีจุดแข็งเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับปัญหาดังกล่าว ขณะนี้ สมาคมนายจ้างฯ กำลังหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอต่อภาครัฐเพื่อแก้ปัญหา โดยจะมุ่งเติมทักษะให้พนักงานในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงพนักงานในรุ่นเก่าด้วย ไม่เฉพาะพนักงานรุ่นใหม่อย่างเดียว สอดรับกับนโยบายรัฐที่จะก้าวไปสู่อินดัสทรี 4.0 โดยคาดว่าจะร่วมหารือกันอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้
ขณะที่กระแสการปรับลดพนักงานทั้งในและต่างประเทศที่เกิดขึ้นปัจจุบันเป็นภาพเริ่มต้น โดยจะเห็นภาพแบบนี้มากขึ้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า มาจากปัจจัยสำคัญ เช่น เทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนไป รวมถึงเศรษฐกิจโลก ซึ่งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรต้องมาหารือกันมากขึ้น โดยเฉพาะภาครัฐและภาคประชาชน เน้นเรื่องการเพิ่มทักษะใหม่ๆ ให้พนักงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน จะมองแค่มิติทางการเงิน หรือการจัดแพ็คเกจเงินชดเชยให้พนักงานอย่างเดียวไม่ได้
“เราจะมองแค่มิติในเรื่อของการเงินอย่างเดียวไมไ่ด้ ต้องมองไปในเชิงการเพิ่มสมรรถนะ เปลี่ยนแลนด์สเคปของแรงงานให้มีทักษะใหม่ๆ มากขึ้นกว่าเดิม ที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดแข่งขันให้ประเทศ หากเราต้องการไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรืออินดัสตรี 4.0”
นายสัมพันธ์ กล่าวด้วยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปีนี้ยังอยู่ในภาวะทรงตัวและติดลบ มาจากประเด็นใหญ่ๆ คือชิ้นส่วนหลักในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หดตัวลง แต่จะไปเติบโตในส่วนของโซลิดสเตทที่อยู่ในอปุกรณ์โมบาย ซึ่งในประเทศไทยมีผลิตน้อย
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฟอกซ์คอนน์ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ได้เริ่มลงทุนทางด้านเอไอ (AI) ไปแล้ว ในที่สุดก็ถึงจุดที่หุ่นยนต์เริ่มทำงานทดแทนมนุษย์ในสายการผลิตได้มากขึ้น โดยฟอกซ์คอนน์ได้ปลดพนักงานจำนวน 60,000 คนจากพนักงานทั้งหมด 110,000 คน จนเหลือพนักงานเพียง 50,000 คนเท่านั้น
ไม่เพียงแต่ฟ็อกซ์คอนน์เท่านั้นที่มีแนวโน้มการปลดพนักงานในลักษณะนี้ เพราะปีที่ผ่านมามีบริษัทไต้หวันทั้งสิ้น 35 แห่งที่ลงทุนด้านเอไอรวมกันทั้งสิ้น 610 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 21,000 ล้านบาทในการทำให้หุ่นยนต์มีความฉลาดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การสำรวจจากทางภาครัฐของไต้หวันเองก็ชี้ว่ามีบริษัทอีกกว่า 600 แห่งที่ต้องการจะดำเนินตามแนวทางนี้ โดยหลังจากนี้ต้องจับตาดูอนาคตของการผลิตและอนาคตของแรงงานเหล่านี้กันว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไปกับการมาของหุ่นยนต์ที่ทดแทนการทำงานของคนได้มากขนาดนี้





