การประมูล 4 จี คลื่น 900 นับเป็น“ประวัติศาสตร์”ของการประมูลในไทย เคาะราคากันกินเวลากว่า 4 วัน รวมมากกว่า 80 ชม. ราคาพุ่งกว่า 1.4 แสนล้านบาท
การประมูล 4จี คลื่น 900 นับเป็น “ประวัติศาสตร์” ของการประมูลในไทย ที่มีการเคาะราคากันอย่างดุเดือดกินเวลากว่า 4 วัน รวมมากกว่า 80 ชม. ราคาพุ่งกว่า 1.4 แสนล้านบาท สาเหตุมาจากรายใหม่สู้ราคา-กสทช.ปรับแบ่งชำระค่าคลื่นใหม่
เบื้องหลังของการเคาะราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ มีมุมวิเคราะห์ที่ไม่ต่างกันนัก โดยเชื่อว่า เป็นสงครามสกัดรายใหม่เข้าสู่ตลาด ในขณะที่รายเดิมพยายามดันต้นทุนคู่แข่งให้สูงมากที่สุด ภายใต้เพดานที่รับได้จากการ “คิดคำนวณ” ของเอกชนผู้เข้าประมูลมาเป็นอย่างดี
นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า การเคาะราคาที่ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า แต่ละรายที่เข้าประมูลคงได้มีการประเมินมาแล้ว ซึ่งสถานการณ์การเคาะอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีใครยอมแพ้เช่นนี้ เป็นเรื่องของเทคนิคในการตัดคู่แข่งทางธุรกิจ ถ้าไม่ได้คลื่น คู่แข่งก็ต้องมีต้นทุนที่ไม่ต่ำ ขณะที่รายใหม่อย่าง “แจส โมบาย” อาจจะสอดแทรกเข้ามาลำบากมากขึ้น ด้วยราคาที่สูงมากกว่า 50,000 ล้านบาท และหากยังเคาะไม่จบราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก
“ในความเห็นผมมองว่าระดับราคาขนาดนี้ เอไอเอสยังมีหน้าตักที่เพียงพอ ด้วยอายุใบอนุญาต 15 ปี และถ้าลูกค้า 40 ล้านราย รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (อาร์ปู้) ของไอเอเอส ถือว่าสูงกว่าทุกราย ส่วนดีแทคเอง เขาอาจต้องการคลื่นความถี่ต่ำ เพราะคลื่น 850 ที่ดีแทคมีจะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่พอราคาพุ่งขึ้นต่อเนื่องอาจจะคิดหนัก ส่วนทรูเองยังมีคลื่น 850 ที่ยังใช้ได้อีก 10 ปี ก็อาจไม่ต้องการคลื่นความถี่ต่ำ แต่ทรูก็คงกำลัง ทำให้คู่แข่งต้องมีต้นทุนที่สูง แต่ถ้าทรูต้องการจริงๆ ต้นทุนของทรูก็จะพุ่งเป็นแสนล้าน” นายสืบศักด์ กล่าว
นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. กล่าวว่า ชี้ให้เห็นว่าทุกรายจริงจังกับการประมูล แม้ราคาประมูลจะสูงกว่าระดับราคาปกติแล้วก็ตาม คาดว่า เป็นการเคาะเพื่อดันราคาต้นทุนของคู่แข่ง จนถึงระดับราคาหนึ่งแล้วผู้ดันราคาจะถอยออกจากการประมูล จึงไม่สามารถอธิบายการต่อสู้ในระดับราคาที่สูงกว่าปกติได้ เพราะหากไม่ต้องการคลื่น แต่ต้องการดันราคาเท่านั้น
“การดันราคาในระดับสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง แล้วเกิดความผิดพลาดในการถอย ผู้ดันราคาอาจต้องรับชะตากรรมอันไม่พึงประสงค์เสียเอง”
นายประวิทย์กล่าวสรุปได้เพียงว่า ทั้งสี่รายต้องการประมูลแท้จริง คำอธิบายที่เป็นไปได้ คือ รายใหม่ ต้องการเข้าสู่ตลาดทุกระดับราคา โดยปกติรายใหม่จะมีต้นทุนโครงข่ายสูงกว่ารายเก่าที่มีต้นทุนโครงข่ายเดิม และยังต้องทำตลาดใหม่หมด ขณะที่รายเก่ามีลูกค้าเดิม มีส่วนแบ่งตลาดเป็นฐานสร้างรายได้ที่แน่นอนอยู่แล้ว
นายประวิทย์ กล่าวว่าสถานการณ์นี้คำอธิบายที่เป็นไปได้มากสุด คือ รายใหม่มีความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับรายเก่าบางรายอย่างไม่เปิดเผย และหากชนะประมูล อาจมีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีการโรมมิ่งบริการกัน ทำให้ลดต้นทุนส่วนโครงข่ายไปได้ไม่น้อย และอาจมีการขายส่งบริการระหว่างกันทำให้ลดภาระในการทำตลาดใหม่ทั้งหมด
รายเก่าอันดับ 1 ที่มีคลื่นในมือน้อยลง หลังสิ้นสุดสัมปทาน 1800 และ 900 ที่ผ่านมา ก็ต้องการคลื่นเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น เพราะแม้จะชนะประมูลก็ยังมีคลื่นไม่เท่าที่มีอยู่ จึงต้องรักษาส่วนแบ่งการถือครองคลื่น เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ในทุกระดับราคาเช่นกัน
รายเก่าอันดับ 2 ที่มีคลื่นในมือมากแต่มีอายุสัมปทานเหลือเพียง 3 ปี หากไม่ได้คลื่นใหม่ และในอนาคตไม่สามารถหาคลื่นมาทดแทนคลื่นที่หมดอายุ ก็จะเกิดความเสี่ยงที่จะต้องออกจากตลาดมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปริมาณคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะรองรับลูกค้าหลายสิบล้านรายที่ใช้เน็ตความเร็วสูงผ่านมือถือ ที่นับวันที่แต่จะขยายตัว จึงต้องวางเดิมพันวันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความลำบากในวันข้างหน้า นอกจากนี้ภาระส่วนแบ่งรายได้ใต้ระบบสัมปทานก็เป็นต้นทุนที่สูงกว่าค่าธรรมเนียมรายปีภายใต้ระบบใบอนุญาตจากการประมูลหลายเท่าตัว ความแตกต่างในการแข่งขันข้ามระบบดังกล่าว จึงต้องหาทางออกโดยเข้าสู่ระบบใบอนุญาตให้เร็วที่สุด
รายเก่าอันดับ 3 มีคลื่นในมือมากและมีอายุการใช้งานนาน แต่หากต้องการไต่อันดับ การสะสมคลื่นเพิ่มเป็นปัจจัยสำคัญ แต่การประมูลนี้จะเป็นการยิงปืนนัดเดียวที่ได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้คลื่นเพิ่ม คือกันรายใหม่ไม่ให้เข้าสู่ตลาด และบีบรายเก่าที่คลื่นเหลืออายุไม่นานออกจากตลาด ราคาที่ประมูลจึงรวมถึงกำไรสองต่อจากกระสุนนัดเดียว ทำให้ยอมประมูลในระดับราคาที่สูงกว่าปกติ และที่สำคัญ วิธีการแบ่งงวดการชำระค่าคลื่นเป็นตัวหนุนให้ราคาไปต่อได้อีก
ทั้งนี้ โดยปกติ กสทช. จะนำราคาชนะประมูลคลื่นมาเป็นตัวตั้ง และกำหนดว่า ให้จ่ายทันที 50% ในงวดแรก และผ่อนจ่ายงวดละ 25% ในงวดที่สองและสาม ดังนั้น หากประมูลแรง ก็ต้องหาเงินมาจ่ายมากขึ้นทันที กระทบต่อกระแสเงินสดและปริมาณหนี้หลังการประมูลทันที แต่การประมูล 900 กสทช. กำหนดให้ชำระค่าคลื่นงวดแรกประมาณ 8,000 ล้านบาท และ ผ่อนงวดละ 4,000 ล้านบาทในงวดที่สองและสาม ไม่ว่าราคาประมูลจะสูงขึ้นไปเพียงใด (ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่ต่ำกว่าค่างวดของคลื่น 1800 เสียอีก)
ส่วนราคาคลื่นที่เหลือให้นำมาชำระในงวดที่สี่ ผู้ประมูลต่างเชื่อว่าจะนำคลื่นไปทำกำไรเพื่อนำมาชำระค่าคลื่นงวดที่สี่ได้ไม่ยาก จึงกระทบกระแสเงินสดและปริมาณหนี้ต่ำกว่าการประมูล 1800 อย่างชัดเจน ราคาประมูลจึงไหลขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในทางทฤษฎียังไหลต่อได้อีกโดยผลประกอบการอยู่เหนือเส้นขาดทุน





