ไอดีซีปรับลดคาดการณ์ใช้จ่ายไอซีทีเหลือ 3.8% หลังผ่านสองไตรมาสยังไร้สัญญาณบวก ฝากความหวังครึ่งหลังปีหน้า
ปีแห่งความยากลำบาก
นายไมเคิล อาราเนต้า ผู้จัดการประจำเทศไทยของไอดีซี ระบุว่า ปี 2558 เป็นปีทีค่่อนข้างยากลำบากสำหรับธุรกิจไอซีทีของไทย จากปกติอัตราการเติบโตของการใช้จ่ายด้านไอซีทีโดยทั่วไปจะสูงกว่าจีดีพีของประเทศราว 3-8% แต่ปีนี้ ส่วนต่างระหว่างช่วงดังกล่าวหดแคบลงเหลือต่ำกว่า 1%
ทั้งล่าสุดไอดีซียังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตการใช้จ่ายไอซีทีของจากต้นปีคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ถึง 13% ในปีนี้ แต่หลังจากผ่านสองไตรมาสยังไม่พบสัญญาณบวกทำให้คาดการณ์การใช้จ่ายไอซีทีโดยรวมปีนี้ปรับลดลงเหลือ 3.8% หรือคิดเป็นมูลค่า 6.77 แสนล้านบาท
ขณะที่รายงานการสำรวจจากการปรับปรุงรายงานการใช้จ่ายไอซีทีของประเทศไทย ปี 2558 ภายใต้ชื่อ “ไอดีซี แทรคเกอร์” (IDC Tracker) ยังพบว่า จนถึงขณะนี้ ประเทศไทยยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เป็นอันดับ 2 สำหรับสินค้าและบริการด้านไอซีทีในภูมิภาคอาเซียน แม้จะประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจซบเซาและปัญหาด้านการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปี 2558 มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นสำหรับแนวโน้มของการปรับเปลี่ยนที่ค่อนข้างเด่นชัดในตลาดไอซีที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแพล9ฟอร์มที่ 3 อย่างเช่น คลาวด์ โมบิลิตี้ และการวิเคราะห์บิ๊กดาต้า เกิดขึ้น
“เราคาดว่า การฟื้นตัวจะค่อยๆเกิดขึ้นในปี 2559 หาก 4จี สามารถเริ่มต้นประมูลได้ตามแผนในปลายปีนี้ ซึ่งผลกระทบจากการใช้งานและการลงทุนต่างๆจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ครึ่งหลังของปีหน้าเป็นต้นไป รวมถึงผลจากการผลักดันนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีที่เริ่มปูพื้นโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้ก็จะเริ่มส่งผลให้เห็นในปีหน้าเช่นกัน” นายอาราเนต้ากล่าว
รายงานดังกล่าวยังคาดว่า ในปีนี้ค่าใช้จ่ายด้านไอซีทีจะคิดเป็นสัดส่วน 7% ของจีดีพี ซึ่งไอดีซีคาดว่าการเติบโตของการใช้จ่ายด้านไอซีทีจะเติบโตเทียบเท่ากับภาคการเกษตรของประเทศ โดยสัดส่วนของการใช้จ่ายนี้ บริการด้านโทรคม เช่น การซื้อแพคเกจบริการต่างๆ จะมีสัดส่วน 45.5% และสัดส่วนจากไอที เช่น การซื้อพีซี สมาร์ทโฟน ราว54.5%
รอยต่อช่วงปฏิวัติไอที
นายเสฐียรพร สุวรรณสุภา นักวิเคราะห์ตลาด ประจำไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของการใช้จ่ายไอซีทีภาคคอนซูเมอร์ หรือผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งเป็นสัดส่วนราว 65% ของการใช้จ่ายทั้งหมดเริ่มช้าลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม และสภาพเศรษฐกิจ ประกอบกับเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเกิดการปฏิวัติครั้งใหม่ในไอทีที่เทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยน และต้องหารูปแบบใหม่ๆในธุรกิจ ทำให้ปีนี้การเติบโตของกลุ่มนี้ช้าลงหรือโตเพียง 2.6% มูลค่า 4.4 แสนล้านบาท
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสมาร์ทโฟนในปีนี้ก็เริ่มเติบโตช้าลง หรือโตได้ 7% คาดจำนวน 20 ล้านเครื่องในปีนี้ จากหลายปีที่ผ่านเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก
“สมาร์ทโฟนราคาถูกลง และมีมือถือจีนเข้ามาตีตลาดเยอะมาก ทำให้เครื่องราคาไม่กี่พันบาทก็ซื้อได้แล้ว ซึ่งในแง่จำนวนเครื่องเยอะ แต่มูลค่าลดลง ประกอบกับคนไทยเริ่มมีสมาร์ทโฟนใช้กันเยอะขึ้น ซึ่งคาดอีกว่าปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เกินครึ่งของประชากรไทยจะมีสมาร์ทโฟนใช้แล้ว”
ส่วนแนวโน้มการใช้จ่ายไอซีทีในกลุ่มคอมเมอร์เชียลปีนี้คาดว่าจะโตได้ 6.1%หรือมูลค่า 2.37 แสนล้านบาทจากปีก่อนหน้า 2.23 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลงทุนด้านไอที เซอร์วิส และซอฟต์แวร์มากกว่าการใช้จ่ายเงินสำหรับซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่โดยกลุ่มที่ยังลงทุนไอซีทีสูงจะอยู่ในภาคธุรกิจโทรคม, สถาบันการเงิน และอุตสาหกรรมการผลิต
แต่กลุ่มภาครัฐและภาคการศึกษาที่ติดลบมาสองปีก็คาดว่าจะเริ่มกลับมาโตได้เล็กน้อยในปีนี้หรือ 0.4% เนื่องจากเริ่มมีโครงการของภาครัฐกลับมามากขึ้น และการลงทุนพัฒนาฮาร์ดแวร์ อินฟราสตรัคเจอร์เพื่อสนับสนุนนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีในปีนี้
รวมถึงแรงสนับสนุนจากการลงทุนไอทีของธุรกิจขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย และในปีนี้เริ่มมีแนวโน้มหันมาใช้บริการพับลิก คลาวด์ และบริการซอฟต์แวร์ในรูปแบบเซอร์วิสมากขึ้น ตลอดจนกระแสของธุรกิจใหม่ “สตาร์ทอัพ” ที่เริ่มเกิดเป็นอีโคซิสเต็มส์ใหม่และเริ่มส่งผลให้เกิดการลงทุนใช้จ่ายด้านไอทีเพิ่มขึ้นในปีนี้
แนะลุยอีคอมเมิร์ซ-ดิจิทัลคอนเทนท์
นายจาริตร์ สิทธุ นักวิเคราะห์อาวุโสสายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ ประจำไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีของภาครัฐคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในปีหน้า และต้องรอดูแผนแม่บทไอซีทีฉบับใหม่ที่จะออกมารองรับซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีก 6 เดือนจากนี้
อย่างไรก็ตามไอดีซีมองว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นนโยบายภาพใหญ่ที่มีองค์ประกอบหลายภาคส่วน ซึ่งแนวโน้มที่เป็นไปได้สำหรับไทยคือ “ภาคบริการด้านไอที” ที่ไทยได้เปรียบจากความเชี่ยวชาญในการวางระบบ และการพัฒนาแอพพลิเคชั่น รวมถึงตลาดในกลุ่มอีคอมเมิร์ซ และการพัฒนาคอนเทนท์และมีเดีย ซึ่งไทยมีศักยภาพที่จะแข่งขันในตลาดโลกได้
“อีคอมเมิร์ซ และกลุ่มดิจิทัล คอนเทนท์ เราทำได้ดี แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะเน้นอันไหนก่อน แต่สิ่งสำคัญคือรัฐจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับให้ได้ก่อน โดยเฉพาะ 4จีและการขยายตัวของฟิกซ์ บอดแบรนด์ ที่เป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนให้ดิจิทัล อีโคโนมีเกิดขึ้นง่าย รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพัฒนาทักษะด้านไอซีทีให้มีปริมาณมากพอ”
หวัง “4จี” จุดพลิกดันโทรคม-ศก.โต
ไอดีซี ระบุด้วยว่า 4จีจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้จ่ายด้านบริการโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากปริมาณการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 6.2% ในปี 2558 และ 6.5% ในปี 2559 การให้บริการเชิงพาณิชย์สำหรับเครือข่าย 4จี ถือเป็นจุดหักเหสำคัญต่ออัตราการเติบโต ไม่เพียงแต่ธุรกิจโทรคมนาคมเท่านั้นแต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย
“ยังคงมีข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับเครือข่าย 4จีว่าจะเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลหรือไม่ ด้วยอัตราการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วของ 4จี ได้มีส่วนเพิ่มผลผลิต สร้างนวัตกรรม ก่อให้เกิดการพัฒนาบริการใหม่ รวมถึงการมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น เศรษฐกิจดิจิทัลจะเดินต่อไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับโครงข่ายบรอดแบนด์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงเกินกว่าจะคาดเดาได้” นายเสถียรพร สุวรรณสุภา นักวิเคราะห์ตลาด ประจำไอดีซี ประเทศไทย กล่าว
ทั้งนี้ ไอดีซี หวังว่า ความต้องการใช้งาน 4จี จะก่อให้เกิดการใช้บริการรับส่งดาต้าผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงขึ้น หากบริการ 4จี เปิดประมูลใบอนุญาตเกิดขึ้นจริงภายในปี 2558 คาดว่าจะเริ่มติดตั้งและวางโครงข่ายทำให้ใช้บริการนี้ได้ในครึ่งหลังของปี 2559





