อินเทลเผยไทยติดอันดับท็อป 3 ประเทศเศรษฐกิจดิจิทัลโตก้าวกระโดด รับอานิสงส์ประชากรเน็ต-สมาร์ทโฟนขยายตัว เปิดวิชั่น 58 พาเหรดสินค้าใหม่ครบ
นายสนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อ้างอิงจากผลสำรวจ ดิจิทัล อีโวลูชั่น อินเด็กซ์ โดยมาสเตอร์การ์ด และเดอะเฟลทเชอร์ สคูล ไทยมีแนวโน้มเติบโตด้านเศรษฐกิจดิจิทัลแบบก้าวกระโดด ติดอันดับท็อป 3 ของโลก เป็นรองเพียงจีนและมาเลเซีย สาเหตุสำคัญมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประชากรอินเทอร์เน็ต และสมาร์ทโฟน
“เราพบว่า เอเชียมีความต้องการใช้งานอุปกรณ์โมบายสูงเป็นประวัติการณ์ ทั้งพบว่าตลาดเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก และมีแนวโน้มขยายตัวแซงหน้าสหรัฐได้ในปี 2561”
ด้วยศักยภาพดังกล่าว ทั้งประเทศที่ติดอันดับท็อป 6 ของโลกต่างอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทแม่อินเทลจึงมีแผนเข้ามาลงทุนภูมิภาคนี้จำนวนมากรวมถึงไทย
ส่วนภาพรวมการลงทุน ค้าปลีก ประเมินขณะนี้มีปัจจัยบวกจากนโยบายลดดอกเบี้ยรัฐบาลน่าจะส่งผลให้ทั้งเศรษฐกิจโดยทั่วไป การใช้จ่ายของคอนซูเมอร์ รวมถึงธุรกิจค้าปลีกเป็นบวกมากขึ้น ทั้งส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก
พร้อมประเมินว่า ภาพรวมตลาดพีซีไตรมาสแรกดีขึ้นจากช่วงปลายปีเล็กน้อย ด้วยสัญญาณบวกนี้คาดว่าตลอดทั้งปีตัวเลขน่าจะออกมาเป็นบวกได้
ขณะที่ แม้ปัจจุบันการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงช้าอยู่ ทว่าด้วยนโยบายลดดอกเบี้ยดังกล่าว รวมถึงปัจจัยบวกนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีใหม่จากอินเทล การผลักดันการใช้งบประมาณภาครัฐ รวมถึงเสถียรภาพการเมือง น่าจะส่งผลดีต่อทุกกลุ่มธุรกิจรวมถึงไอที ส่วนปัจจัยลบขณะนี้ยังไม่มี
ส่วนร่างกฎหมายดิจิทัลที่กำลังพิจารณาไม่รู้สึกกังวล เนื่องจากคณะทำงานมีผู้เชี่ยวชาญอยู่มาก ท้ายที่สุดผู้ที่ดูแลและที่เกี่ยวข้องคงไม่ปล่อยให้ออกมาไม่ดี
เขากล่าวว่า แนวทางธุรกิจปี 2558 อินเทลมุ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี นำเสนอสินค้าครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มโมบาย แวร์เอเบิล และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรูปแบบต่างๆ
ส่วนการทำตลาดเน้นเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถตัวแทนจำหน่าย ดันให้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านไอที พร้อมนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ
สำหรับสินค้าไฮไลต์ เตรียมเปิดตลาดซีพียูตระกูลคอร์ตัวล่าสุด “อินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชั่น 5” ทั้งไอ5 และไอ7 ซึ่งมาพร้อมกระบวนการผลิตแบบ 14 นาโนเมตรครั้งแรก เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนระบบกราฟฟิก 3 มิติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 22% ขณะเดียวกันแบตเตอรี่ใช้ได้นานขึ้น 1.5 ชั่วโมง วีดิโอ 50%
ปัจจุบันตระกูลคอร์ยังเป็นสินค้าหลักทำรายได้สัดส่วนหลักให้บริษัทเหมือนเดิม
ล่าสุดยังมี “อินเทล คอมพิวท์ สติ๊ก” พีซีขนาดจิ๋ว มาพร้อมความสามารถทั้งสำหรับความบันเทิงและทำงาน เตรียมวางจำหน่ายในไทยภายในปีนี้ ด้านโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ที่สุดคาดว่าเป็นบริการดิจิทัลไซเนจ ส่วนกลุ่มลูกค้าอื่นๆ ค่อยๆ เพิ่มการรับรู้ แต่ละปีในไทยน่าจะทำยอดขายได้หลักหลายหมื่นตัว
นายสนธิญา กล่าวต่อว่า สินค้ากลุ่มโมบายเปิดตัวชิพประมวลผลตระกูลอะตอม “อินเทล อะตอม เอ็กซ์ 3” สำหรับใช้งานในอุปกรณ์สื่อสารระดับพื้นฐานทั้งแทบเล็ต แฟบเล็ต สมาร์ทโฟน รุ่นนี้ใช้หน่วยประมวลผลแบบ 64 บิทแบบมัลติคอร์ รองรับระบบ 3จี 4จีแอลทีอี มาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ระดับ 3,000 บาท โดยคู่ค้าบางแบรนด์เริ่มวางตลาดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
พร้อมกันนี้ยังมี อะตอมเอ็กซ์5 และเอ็กซ์7 โค้ดเนมเชอร์รี่ เทรล สำหรับแทบเล็ตและทูอินวันหน้าจอขนาดเล็ก ใช้ได้กับสินค้าระดับพื้นฐานกระทั่งไฮเอนด์ รองรับทั้งโอเอสวินโดว์สและแอนดรอยด์ รวมไปถึงแอลทีอีแอดวานซ์
ขณะที่กลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์ ร่วมกับคู่ค้าเปิดตัวสินค้าใหม่ บริษัทจะเร่งสร้างประสบการณ์ลูกค้า เพื่อสร้างจุดยืนและเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ให้กับตลาด
“เราหวังว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเอ็กซ์ 3 ที่ราคาจับต้อง ตระกูลคอร์ที่ประสิทธิภาพดีขึ้น สินค้าที่มีฟอร์มแฟคเตอร์หลากหลาย จะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค ขณะเดียวกันภาพรวมได้ประโยชน์ทั้งลูกค้า ผู้ผลิต จำหน่าย และอินเทลเอง” นายสนธิญา กล่าว





