วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ วางจุดเปลี่ยน'ออราเคิล'สู่เทคโนฯยุค3

"แนวคิดที่ใช้ไอซีทีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุมมองนี้ถูก แต่มันมีหลายมิติ สำหรับผมไอซีทีก็เหมือนช้าง แตะตรงไหนก็ใช่ แต่เราต้องดูว่าอันไหนเหมาะ"

ห่างหายไปจากหน้าสื่อไทยหลายปี แต่ชื่อของ 'ณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ' ก็ยังเป็นที่จดจำในฐานะผู้กุมบังเหียนบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่อย่างออราเคิล ซึ่งหลังจากขอถอยกลับมาดูแลตลาดออราเคิลในไทยอย่างเต็มตัวเมื่อราว 3 ปีที่ผ่านมาจากที่ได้รับภารกิจคุมตลาดระดับอาเซียนเมื่อปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ว่าตลาดไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

ปรับตัวรับเทรนด์ใหม่
นายณัฐศักดิ์ บอกว่า ปีที่่ผ่านมาเริ่มเห็นเทรนด์ของแพลตฟอร์มที่ 3 ที่มีหัวใจสำคัญอย่างคลาวด์ คอมพิวติ้ง, บิ๊ก ดาต้า, โซเชียล มีเดีย หรือโมบาย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไร้ขอบเขตของการเข้าถึงทุกที่ ทุกเวลา และมีความยืดหยุ่นสูงที่ธุรกิจจะเริ่มนำมาปรับใช้จริง ไม่ว่าจะกลุ่มโทรคมที่หันมาทำไมโคร เซคเมนท์ มาร์เก็ตติ้ง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ตลอดจนการนำเทคโนโลยีโมบายและโซลูชั่นประเภทโซเชียล ลิสเซนนิ่งมาปรับใช้เพื่อดูว่ากระแสที่ผู้คนกำลังพูดถึงบนโลกโซเชียลตอนนี้คืออะไร มุมมองต่อแบรนด์ที่พูดถึงเป็นอย่างไร และธุรกิจจะปรับเข้าหาได้อย่างไรบ้าง
โดยคาดว่าในช่วง 1-2 ปีจากนี้จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำการตลาดของธุรกิจต่างๆ อย่างเห็นได้ชัดหลังจากอิมพลิเมนท์เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้แล้ว
"2-3 ปีที่แล้วจะเห็นองค์กรต่างๆ ลงทุนกับระบบอีอาร์พี ระบบดิสทริบิวชั่นเยอะ แต่ตอนนี้เทรนด์เริ่มเปลี่ยนไป หันหาโมบาย ซีเคียวริตี้ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่รูปแบบเปลี่ยนไปจากเดิมมาก"

ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง
นายณัฐศักดิ์ บอกว่า ปีนี้้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของออราเคิลที่จะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับเทรนด์ดังกล่าวทั้งด้านเทคโนโลยีที่จะผลักดันคลาวด์และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด พร้อมกับการเตรียมพร้อมทีมงาน และการเข้าถึงตลาดที่ก็ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้วิชั่นที่ออราเคิลต้องการเป็น "อินฟอร์เมชั่น โพรไวเดอร์ แพลตฟอร์ม" ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ธุรกิจต่างๆ
ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา ออราเคิลซื้อกิจการบริษัทต่างๆ เข้ามาไม่ต่ำกว่า 100 บริษัท ทำให้ออราเคิลมีเทคโนโลยีและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และซอฟต์แวร์ที่ให้บริการได้แบบวันสตอป เซอร์วิส
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เวลาปรับจูนความแตกต่างของแต่ละบริษัทให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานที่พูดจาภาษาเดียวกันได้ด้วย เช่น เมื่อครั้งดีลซื้อธุรกิจของซันซึ่งในไทยก็รวมทีมงานทั้งหมดเข้ามาเกือบร้อยชีวิตกลายเป็นทีมที่ใหญ่มาก และก็มีความแตกต่างกันของระบบงานที่ต้องมาปรับให้เข้ากัน
ดังนั้นความท้าทายตอนนี้คือ การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ลูกค้าที่มีความเปลี่ยนแปลงในการนำเทคโนโลยีไปใช้ ซึ่งออราเคิลก็ต้องเรียนรู้และนำเทคโนโลยีไปช่วยสร้างแวลลูให้ลูกค้า และเพิ่มทางเลือกในการลงทุน เช่น การให้บริการโซลูชั่นแบบลูกค้าลงทุนทั้งหมดเอง (ออน พรีมิส) หรือแบบที่เลือกลงทุนตามการใช้งานผ่านคลาวด์ คอมพิวติ้ง
ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลพาร์ทเนอร์ ที่ช่วยนำโซลูชั่่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ของบริษัทไปขาย ซึ่งไม่ใช่ว่าพาร์ทเนอร์ไม่มีทางเลือกที่จะต้องอยู่กับออราเคิลเท่านั้น ดังนั้นจะต้องปรับตัวสร้างอินเซนทีฟ และมูลค่าเพิ่มเพื่อดึงดูดใจพาร์ทเนอร์อย่างสม่ำเสมอด้วย
และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นโยบายรัฐหนุนตื่นตัว
ผู้บริหารออราเคิลยังประเมินว่า ทิศทางตลาดไอซีทีไทยปีนี้เริ่มมีสัญญาณดีจากการฟื้นตัวด้านความเชื่อมั่นในการลงทุน และการวางโครงสร้างนโยบายภาครัฐ "ดิจิทัล อีโคโนมี่" ที่จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ
โดยเฉพาะประเด็นด้าน "ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้" ที่เขามองว่าไทยอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ และการถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศอื่นต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งมาก
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องรอดูจนกว่ากฎหมายที่ออกมาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวจะถึงที่สิ้นสุด

"กฎหมายที่ออกมามีผลต่อธุรกิจแน่นอน แต่ก็ต้องรอจนกว่าจะสรุปสุดท้ายว่าจะเป็นอย่างไรจึงจะประเมินได้ แต่ก็น่าดีใจที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ซึ่งเราก็คอยดูและเอาใจช่วย เพราะแนวคิดที่ใช้ไอซีทีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุมมองนี้ถูกแต่มันมีหลายมิติ เพราะสำหรับผมไอซีทีก็เหมือนกับช้างแตะตรงไหนมันก็ใช่ แต่เราก็ต้องโฟกัสดูว่าอันไหนเหมาะ อันไหนถูกต้อง"
ประสบการณ์จากการดูแลตลาดระดับอาเซียน เมื่อมองย้อนกลับมาตลาดไทยนายณัฐศักดิ์ก็ยังเชื่อว่าศักยภาพของตลาดไทยยังไปได้ดี โดยเฉพาะบทบาทการเป็นผู้ให้บริการ หรือเป็นเซอร์วิส แบ็คเอ็นด์ เพราะบริษัทมีคนเก่งอยู่พอสมควรทั้งด้านการออกแบบ แอนิเมชั่น หัวคิดสร้างสรรค์ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ขับเคลื่อนธุรกิจมากกว่าจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีโดยตรงน่าจะเป็นทางของบริษัทมากกว่าเป็นฐานของการเอาท์ซอร์สเหมือนที่ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พยายามจะเป็น

เปิดโอกาสปั้นคนเก่ง
แต่แม้ประเด็นการขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีและความพยายามของหลายฝ่ายเพื่อสร้างแรงงานฝีมือดี หากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและธุรกิจที่รวดเร็วและต่อเนื่องทำให้การสร้างคนก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งผู้บริหารออราเคิลมองว่า การเปิดกว้างให้มีคนเก่งด้านไอซีทีจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศได้ง่ายขึ้นชนิดวัน สต็อป เซอร์วิส หรือระดับ "ไฮ สกิล เซต" เพราะคนกลุ่มนี้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีชั้นสูงที่จะเข้ามาช่วยขยายฐานความรู้ให้ประเทศได้ง่ายขึ้น


ยกตัวอย่างที่วิธีที่ออราเคิลใช้คือ นอกจากการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อบ่มเพาะบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ และไอซีทีซึ่งสร้างคนได้ราว 1,000 คนต่อปีแล้ว นโยบายของบริษัทคือ การทำงานที่ไร้ขอบเขตของเส้นแบ่งประเทศ ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านสามารถทำงานได้ทั้งในประเทศและร่วมกับทีมออราเคิลในประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งพนักงานก็จะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กันด้วย
รวมทั้งการเปิดโอกาสที่จะต่อยอดคนเก่งจากการอมรม เช่น จาวา แคมป์ ที่กลายเป็นนักพัฒนารายย่อย ที่ทำให้บริษัทสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้แบบเฉพาะเจาะจงตามความต้องการได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามนายณัฐศักดิ์ก็ยังย้ำว่า ออราเคิลยังให้ความสำคัญกับการขยายตัวในตลาดไทย ทั้งเรื่องของบุคลากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและความเคลื่อนไหวทางการตลาดที่จะทยอยเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อสนับสนุนให้ออราเคิลมีพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม

"ปีนี้ความท้าทายก็ยังมีอยู่ แต่ก็มีส่วนที่ง่ายขึ้นเพราะพื้นฐานทีมงานเรามีความยืดหยุ่นสูง แต่สิ่งที่ท้าทายคือ ในโมเดลใหม่ที่ออราเคิลกำลังจะเข้าไปจากการที่เราขายซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ขยับสู่การทำคลาวด์ เบสด์ ถือว่าเป็นของใหม่ที่เราต้องปรับความรู้ กระบวนการทำงานของเราให้สอดคล้องที่ผมก็ยังเชื่อว่าเราน่าจะทำได้ และทำได้ดีด้วย"