วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟูจิตสึโหมโรงโซลูชั่นการศึกษา ผนึกจุฬาฯปั้นห้องเรียนอนาคต

'ฟูจิตสึ' เปิดตลาดโซลูชั่นเพื่อการศึกษา ผนึกสาธิตจุฬาฯ สร้างต้นแบบห้องเรียนในอนาคตที่แรกเอเชียนอกญี่ปุ่น

นายอิจิ ฟูรูคาวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเตรียมเข้ามาบุกเบิกโซลูชั่นสำหรับภาคการศึกษาในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

"บริษัทแม่มีแผนที่จะลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านโซเชียลอินโนเวชั่นมากขึ้น และการศึกษาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างมาก"

ทั้งนี้่เบื้องต้นร่วมมือกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างต้นแบบห้องเรียนในอนาคตภายใต้โครงการ "ฟูจิตสึ เลิร์นนิ่ง โปรเจ็ค ออฟ ทูมอร์โรว์" ให้กับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถมและฝ่ายมัธยม

โดยบริษัทสนับสนุนทั้งส่วนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมไปถึงแทบเล็ต เฟสแรกนำร่องที่ 1 ห้องเรียนรองรับนักเรียนได้ 40 คน ครู 20 คน

สำหรับไฮไลต์สำคัญประกอบด้วยระบบ โอพิเนียน แชริ่ง ซิสเต็มส์ (Opinion Sharing System) ช่วยนักเรียนนำเสนอความคิดหรือพิมพ์คำตอบผ่านทางแทบเล็ต ประมวลผลได้เรียลไทม์พร้อมแสดงบนหน้าจอของครู

ส่วนโซลูชั่นเลิร์นนิ่ง แมเนจเมนท์ ซิสเต็มส์ (Learning Management System) จะช่วยให้ครูสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพ และบริหารจัดการการสอน บันทึกข้อมูล ลงทะเบียน รวมถึงประเมินผลได้ถูกต้อง แม่นยำ

อย่างไรก็ดีสามารถเริ่มให้บริการอย่างเต็มรูปแบบสำหรับระดับมัธยมวันที่ 3 ก.พ. ครอบคลุมวิชาภาษาอังกฤษ สังคม คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ส่วนประถมศึกษาเริ่มได้วันที่ 1 เม.ย. ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปว่าจะใช้กับวิชาใดบ้าง

นายฟูรูคาวากล่าวว่า ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่บริษัทเลือกเข้ามาทำโครงการหลังจากที่ผ่านมามีเพียงแค่ในญี่ปุ่น เนื่องจากเคยร่วมงานจุฬาฯมาบ้างแล้ว ขณะที่การขยายผลต่อไปตั้งเป้าว่าในปี 2561 จะขยายฐานตลาดไปทั่วเอเชีย คาดว่าในเวลานั้นจะยิ่งมีบริการใหม่ๆ เข้ามาเสริมมากกว่าเดิม

ด้านแนวทางการตลาด เลือกประเทศที่บริษัทมีฐานธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นไปได้ทั้งในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศเอเชียอื่นๆ แง่การปรับแต่งระบบหรือภาษาให้เหมาะกับท้องถิ่นในแต่ละประเทศไม่ใช่ปัญหาใหญ่บริษัทได้สร้างอัลกอลิทึ่มที่สามารถปรับแต่งได้ไม่ยากไว้อยู่แล้ว

"การต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เราหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโมเดลต้นแบบ เชื่อว่าหากสถาบันการศึกษาอื่นๆ หรือรัฐบาลไทยได้เห็นน่าสนใจอยากใช้งานด้วย"

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปี หรือจะสิ้นสุดประมาณเดือนมี.ค. 2559 ระหว่างนี้จึงยังคงโฟกัสกับการทำงานร่วมกันกับจุฬาฯ ที่เดียวก่อน

นายฟูรูคาวาระบุว่า โดยปกติค่าใช้จ่ายสำหรับสร้างห้องเรียนลักษณะดังกล่าวต้องใช้งบประมาณราว 5 ล้านบาท จากนี้หากมีสถาบันการศึกษาใดสนใจพร้อมให้การสนับสนุนรวมถึงข้อเสนอราคาพิเศษให้ด้วย

ที่ผ่านมา จากโครงการแทบเล็ตนักเรียนของรัฐบาลไทย ทำให้เห็นว่ายังขาดคอนเทนท์สำหรับใช้ร่วมกัน ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ให้บริการทางเทคโนโลยี และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมานานเชื่อว่าสามารถเข้ามาเติมเต็มทั้งเชิงโซลูชั่นและบริการ พร้อมผลักดันให้มีการนำไอซีอีมาใช้พัฒนาการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม

"เราเคยทำสำเร็จมาแล้วในประเทศญี่ปุ่น จึงหวังว่าจะสามารถนำสิ่งที่มีความเชี่ยวชาญมานำเสนอและทำให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน"

นอกจากนี้อีกหนึ่งกุญแจที่ผลักดันให้บริษัทเข้ามาให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมากเหตุเพราะต้องการสร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพรองรับการทำงานแห่งยุคดิจิทัล

รองศาสตราจารย์บัญชา ชลาภิรมย์ คณะบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้น่าจะเป็นส่วนสำคัญของการสนับสนุนนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีของรัฐบาล

ขณะเดียวกันผลักดันให้รูปแบบการศึกษากลายการเป็นการค้นคว้าวิจัย และเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน อีกทางหนึ่งยังช่วยกระตุ้นบรรยากาศการเรียนในห้องเรียนให้น่าสนใจมากขึ้น

"เชื่อว่าไอทีจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเพิ่มความรู้ความเชี่ยวชาญให้กับผู้เรียนและผู้สอน หากมีโอกาสเราตั้งเป้าไว้ด้วยว่าจะเผยแพร่ความสำเร็จที่จะได้จากโครงการนี้ให้โรงเรียนอื่นๆ ได้รับรู้ต่อๆไป"