แพทย์เชียงใหม่พัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนร่างกายสำหรับตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคระบาด
แพทย์เชียงใหม่พัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนร่างกายสำหรับตรวจคัดกรองเฝ้าระวังโรคระบาด เผยออกแบบพิเศษให้สามารถแสดงผลเป็นตัวเลขอุณหภูมิ มีความแม่นยำสูงและราคาถูกกว่าระบบที่แสดงผลเป็นภาพเฉดสี ระบุปีนี้มุ่งปรับปรุงรุ่นต้นแบบให้สมบูรณ์ก่อนส่งต่อเชิงพาณิชย์
นพ.นนทกานต์ นันทจิต รองผู้อำนวยการศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงผลงานสิ่งประดิษฐ์ “กล้องคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้ความร้อน” (High Accuracy Thermal Camera) ว่า มุ่งใช้ประโยชน์เพื่อการตรวจคัดกรองผู้รับบริการในโรงพยาบาลและสนามบิน ในกรณีที่เกิดโรคระบาดซึ่งสร้างความตื่นตระหนกในสังคม โดยออกแบบให้แสดงผลเป็นตัวเลขอุณหภูมิร่างกาย
“กล้องตรวจจับความร้อนที่ใช้กันในสนามบิน จะแสดงผลเป็นภาพในลักษณะของเฉดสีที่แตกต่างกันตามค่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ไม่มีตัวเลขอุณหภูมิที่ชัดเจน อีกทั้งการอ่านค่าเฉดสีต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เจ้าหน้าที่สายตาพร่ามัว อาจอ่านค่าคลาดเคลื่อนได้ เราจึงอยากพัฒนาให้เป็นเครื่องตรวจจับที่สามารถแสดงตัวเลขอุณหภูมิของคนนั้นๆ ได้ชัดเจน” นักวิจัยกล่าว
ในการพัฒนานักวิจัยนำเซนเซอร์ที่ใช้สร้างภาพมาประยุกต์กับการตรวจจับความร้อน และแสดงภาพที่ผ่านการประมวลผลแล้วออกมาเป็นบริเวณที่ตรวจพบความร้อนเกินค่าที่กำหนดไว้ โดยเริ่มพัฒนาในช่วงต้นปี 2557 และสร้างกล้องคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้ความร้อนออกมาเป็นต้นแบบรุ่นแรก ที่มีจอแสดงผลขนาดเล็กติดอยู่ด้านหลังเครื่องคัดกรองที่ติดเซนเซอร์ ทำให้อ่านค่าได้ยาก จนกระทั่งปัจจุบัน พัฒนาเป็นรุ่นที่ 2 ที่สามารถต่อเข้ากับหน้าจอขนาดใหญ่ เห็นชัดขึ้น อ่านค่าความร้อนได้เต็มพื้นที่ ทำให้สามารถคัดกรองได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังเพิ่มเซนเซอร์ โดยแบ่งเป็นเซนเซอร์รับภาพ 1 ตัว และเซนเซอร์จับความร้อน 3 ตัว เพื่อให้การตรวจจับความร้อนทำได้แม่นยำขึ้น โดยจะตรวจจับการแผ่รังสีความร้อนจากร่างกาย และส่งไปยังระบบประมวลผล เพื่อแสดงค่าออกมาเป็นตัวเลขอุณหภูมิ สามารถระบุได้ในหลักทศนิยม 2 จุด ในระยะ 1.5-2 เมตร และฟังก์ชั่นสำหรับการเก็บภาพไว้ตรวจสอบในภายหลังได้อีกด้วย
“กล้องนี้มีต้นทุนต่ำกว่ากล้องตรวจจับความร้อนทั่วไป 10 เท่า ทั้งยังสามารถติดตั้งและประยุกต์ใช้ได้มากกว่ากล้องแบบเดิม เนื่องจากเป็นการนำ Single Board Computer มาใช้” นพ.นนทกานต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งประดิษฐ์นี้ยังต้องปรับปรุงอีกหลายส่วน เนื่องจากในช่วงแรกของงานวิจัยจะเน้นต้นทุนต่ำ ระบบประมวลผลที่ใช้จึงมีค่าความละเอียดน้อย จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวประมวลผลที่มีความไวสูงขึ้น ภาพชัดเจนขึ้น และเพิ่มหน่วยความจำให้สูงขึ้นอีกด้วย
“เราอยากให้นวัตกรรมนี้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดการระบาดของโรคร้ายที่สร้างความตื่นตระหนกในสังคม อุปกรณ์ของเราจะสามารถตรวจคัดกรองได้อย่างแม่นยำในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สนามกีฬาหรือลานคอนเสิร์ต แต่จำเป็นต้องมีภาคเอกชนมารับช่วงต่อ” นักวิจัยกล่าว
นพ.นนทกานต์มีความตั้งใจว่า ภายใน 1 ปีนี้จะพัฒนาเป็นรุ่น 3 สามารถใช้งานได้ดีขึ้น จากนั้นจะเปิดโอกาสให้เอกชนที่สนใจเข้ารับถ่ายทอดเทคโนโลยี ถือเป็นโอกาสที่ดีเนื่องจากเป็นองค์ความรู้ของไทยและเป็นนวัตกรรมระดับโลก ที่ยังไม่มีเคยมีการคิดค้นมาก่อน ทำให้ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติที่กรุงโซลเกาหลี และได้รับรางวัลพิเศษจากประเทศไต้หวันอีกด้วย





