" ถ้าพ.ร.บ.กสทช.ไม่ถูกยกเลิก กทค.ก็ยังคงเดินหน้าประมูลต่อไป"
"แผนการประมูลคลื่น 1800 จะเสร็จ โดยต้นเดือนม.ค.2558 จะนำเข้าที่ประชุมบอร์ด กทค.อีกครั้ง เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขบางส่วน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการประมูล 4จีบนคลื่น 1800 จะไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประมูล (ไอเอ็ม) ใหม่ เนื่องจากหลักเกณฑ์เดิมเป็นหลักเกณฑ์ที่ยอมรับในสากล แต่อาจปรับส่วนของราคาเริ่มต้นการประมูลใหม่" พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวไว้
การเตรียมแผนประมูล4จีภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งชะลอการประมูลตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2557 ออกไปอย่างน้อย 1 ปีซึ่งจะครบกำหนดเดือนก.ย. 2558 ความชัดเจนล่าสุดจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวอย่างหนักแน่นว่า "การประมูล 4จีเกิดขึ้นในปีนี้แน่ ขอให้ใจเย็นๆ รัฐบาลทำแน่นอน"
ซึ่งสอดคล้องกับการเตรียมแผนการประมูลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. ได้ส่งหนังสือสอบถามไป คสช.แล้วว่า ช่วงที่ยังถูกระงับการประมูลนั้น กสทช.สามารถเตรียมความพร้อมอะไรได้บ้าง
นอกจากนี้ เลขาธิการกสทช.ประเมินว่า จากการเปิดประมูล 4จีจำนวน 4 ใบอนุญาตบนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าจะมีเงินเพิ่มเข้ามาในอุตสาหกรรมมากกว่า 3 แสนล้านบาท ประกอบด้วย ค่าประมูลใบอนุญาตที่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดินไม่ต่ำกว่า 42,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะเป็นเงินจากการลงทุนขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ตามเงื่อนไข กสทช. ซึ่งตัวเลขนี้มีพื้นฐานมาจากการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จีคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ที่มีเงินในระบบมากกว่า 2.2 แสนล้านบาท
ยืนอำนาจยังมีอยู่ตามกฎหมาย
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการ กสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า การจะปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ในมาตรา 45 และปรับโครงสร้างบอร์ด กสทช. เป็นกระแสข่าว แต่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แม้กระทั่งการยุบบอร์ดเล็ก กทค. บอร์ดกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) โดย พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวย้ำว่า มั่นใจว่าจะไม่มีการยุบบอร์ด หรือปรับโครงสร้างบอร์ดอย่างแน่นอน เนื่องจากภาพใหญ่ สนช.ชัดเจนว่าจะเสนอรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อนแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.ซึ่งก็ทำให้เห็นความชัดเจน ว่า กสทช.จะเดินไปในจุดไหน และต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี
"ถ้าพ.ร.บ.กสทช.ไม่ถูกยกเลิก กทค.ก็ยังคงเดินหน้าประมูลต่อไป แต่หากพ.ร.บ.กสทช.ถูกยกเลิก ในขณะที่หลักเกณฑ์การประมูลได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา กทค.ยังจะต้องดำเนินการประมูลต่อไป และเชื่อว่า กสทช.จะไม่อยู่ภายใต้กระทรวงไอซีที กสทช.ยังเป็นองค์กรอิสระที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบอำนาจต่อไป"
แผนการประมูลคลื่น 1800 จะเสร็จ และต้นเดือนม.ค.2558 จะนำเข้าที่ประชุมบอร์ด กทค.อีกครั้ง เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขบางส่วน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการประมูล 4จีบนคลื่น 1800 จะไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประมูล (ไอเอ็ม) ใหม่ เนื่องจากหลักเกณฑ์เดิมเป็นหลักเกณฑ์ที่ยอมรับในสากล แต่อาจปรับในส่วนของราคาเริ่มต้นการประมูลใหม่"
เขา อธิบายว่า เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจซึ่งจะต้องคำนึงถึงหลักทางเศรษฐศาสตร์ที่จะต้องนำมาคำนวณใหม่ อาจทำให้ราคาเริ่มต้นการประมูลปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม หลังจากนี้จะนำไปประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเปิดประมูล 4จีได้ราวเดือน ส.ค.- ก.ย.2558" ประธาน กทค.กล่าว
วางโรดแมพเคลียร์คลื่นในสต๊อก
ส่วนนโยบายการดำเนินงานปี 2558 กทค.ยังคงเร่งติดตามดำเนินการการประเมินการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 2.3-2.6 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับโครงข่ายบรอดแบนด์ไร้สายในอนาคต รวมถึงการผลักดันความถี่ย่านอี-แบนด์ (70-80 กิกะเฮิรตซ์) ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด กทค. เพื่อนำมาใช้งานเป็นฟิกซ์ ลิงค์ สำหรับโครงการหลัก แบ็กฮอลล์ของโครงข่ายโทรทัศน์เคลื่อนที่ หรือเป็นการใช้งานโครงข่ายภายในองค์กรต่างๆ ที่กำลังเตรียมการเข้าเจรจากับ บมจ.ทีโอทีที่มีคลื่นความถี่ย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ที่ไม่ได้ใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยการใช้คลื่นความถี่สำหรับควบคุมการจราจรและรักษาความปลอดภัยของระบบรางจีเอสเอ็ม-อาร์ รวมถึงการกำกับดูแลการใช้งานคลื่นความถี่ด้านภารกิจเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งอยู่ในแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2557 - 2561 และการวางแนวทางการกำกับดูแลกิจการดาวเทียม
นอกจากนี้ กทค.ยังต้องติดตามผลการดำเนินการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ของผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย เรื่องการจัดการข้อกำหนดด้านการสร้างโครงข่ายเพื่อการให้บริการ, อัตราค่าบริการ, คุณภาพในการให้บริการ
ปัจจุบันมีผู้ใช้งานเลขหมายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศรวม 130 กว่าล้านเลขหมายคิดเป็น 120% ของจำนวนประชาชน เนื่องจากผู้ใช้นิยมใช้โทรศัพท์คนละ 2 เครื่อง หรือใช้โทรศัพท์ควบคู่กับแทบเล็ต รวมทั้งการติดตั้งซิมการ์ดเลขหมายโทรศัพท์ในอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ปริมาณการใช้เลขหมายโทรศัพท์เพิ่มสูงมาก
ส่วนการใช้งานเลขหมายโทรศัพท์ในระบบ 3 จีมีใช้งานแล้วประมาณ 40 ล้านเลขหมายคิดเป็น 25% ของเลขหมายโทรศัพท์ จากการเปิดใช้บริการโทรศัพท์ระบบ 3 จี
จากสถิติการทดสอบความเร็วของ 4จีในย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ทำความเร็วการใช้งานดาวน์โหลดทำได้สูงสุดถึง 150 เมกะบิต และอัพโหลดทำได้สูงสุดถึง 50 เมกะบิต หรือเร็วกว่า 3จีในย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ประมาณ 5 เท่าและเร็วกว่า 2จีที่ให้บริการอยู่ประมาณกว่า 200 เท่า
เอกชนตั้งโต๊ะแถลงหนุน4จี
พร้อมกันนี้เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2557 ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ 3 รายร่วมกันแถลงด้วยกันโดยต้องการสนับสนุนการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4จีบน1800 เมกะเฮิรตซ์
โดยนายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า นโยบาย “เศรษฐกิจดิจิทัล"มุ่งสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สู่การปลดล็อกศักยภาพทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อนำมาพัฒนาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่สำหรับการให้เข้าถึงเชื่อมต่อ และทำให้การบริการหรือข้อมูลเป็นระบบดิจิทัล กระตุ้นให้ระบบนิเวศด้านนวัตกรรมมีพลวัตเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตามที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายให้คนไทย 80% ใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันได้ ภายในปี 2560
ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแล จะจัดการประมูลคลื่นความถี่ต่างๆ สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น 4จีคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เพื่อให้มีคลื่นความถี่ที่เพียงพอในการจัดให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนขยายโครงข่ายและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล กำกับดูแลการให้บริการโดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค
สำหรับภาคเอกชน บริษัทเชื่อมั่นว่าจะลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อพัฒนาสู่นวัตกรรม ทั้งสินค้าและบริการที่ราคาเป็นธรรมและแข่งขันได้ มีการส่งเสริมการคุ้มครองและให้ข่าวสารที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้บริโภค ทั้งหมดนี้ จะนำประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การลงทุนเครือข่ายไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต เอฟวี่แวร์ของกลุ่มทรูในปี 2558-2559 จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไทย สู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีที่ให้ออนไลน์ได้ด้วยความเร็วสูง พร้อมรองรับบริการต่างๆ ในอนาคต
อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับนโยบายด้านดิจิทัล อีโคโนมี่ของรัฐบาลที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีเป็นปัจจัยสำคัญนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทรูที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค
โดยกลุ่มทรู เชื่อมั่นว่า การขยายดิจิทัล อีโคโนมีดังกล่าว ควบคู่กับการเดินหน้ายุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า จะเสริมให้กลุ่มทรูคงความเป็นผู้นำในการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง
สำหรับการเปลี่ยนประเทศไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมี่ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางแห่งเออีซีในปี 2558 ซึ่งกลุ่มทรูมองว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้มาจาก 2 ส่วนคือ 1.ฮาร์ดไซต์ ซึ่งประกอบไปด้วย อินเทอร์เน็ต แอ็คเซ็ส, การเชื่อมต่ออินเทอร์เนตเกตเวย์ระหว่างประเทศ (ไอไอจี), ดาต้า เซ็นเตอร์, โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์ค และ 2.ซอฟต์ไซต์ ประกอบด้วย คลาวด์, ดาต้า อะนาไลติกส์, ซอฟต์แวร์ ดีเวลลอปเปอร์, คอนเท้นต์ อี-คอมเมิร์ซ
ขณะที่นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (เอไอเอส) กล่าวว่า หน้าที่ของเอไอเอสคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการรองรับดิจิทัล เซอร์วิสต่างๆ ส่วนดิจิทัล อีโคโนมี่ของรัฐบาลเอไอเอสมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นภาพใหญ่ในการยกระดับอุตสาหกรรมภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ดียิ่งขึ้นโดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน
ทั้งนี้ เอไอสมองว่าหากเกิดดิจิทัล อีโคโนมีอย่างเต็มรูปแบบจะเกิดผลสำเร็จ 3 ด้านคือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนชาติ 2.ลดต้นทุน รายจ่ายต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบการในทุกประเภทธุรกิจซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันกับต่างประเทศ และ 3. เกิดนวัตกรรม สร้างสรรค์ผลงานใหม่ให้แก่ประเทศ ผ่านโครงข่ายพื้นฐานใหม่ทั้งโมบาย เน็ตเวิร์ค และอินเทอร์เน็ตประจำที่ (ฟิกซ์ บรอดแบนด์) รวมไปถึงบริการไว-ไฟ
"สิ่งที่เอไอเอสให้ความสำคัญซึ่งเชื่อว่าจะเป็นพื้นฐานหนึ่งก่อนจะไปถึงความเป็นดิจิทัล อีโคโนมี่คือการพัฒนาภาคการศึกษาทำให้บุคลากรรุ่นใหม่พร้อมรับการดิจิทัล อีโคโนมี่ ซึ่งสิ่งที่เราช่วยได้คือเข้าไปวางอินฟราสตรักเจอร์กับสถานศึกษาเพิ่มโอกาสการเข้าถึงไอซีที"
เขา ระบุอีกว่า ปัจจุบันนี้เอไอเอสเดินหน้าพัฒนาใน 3 ส่วน คือ 3จีโมบาย เน็ตเวิร์ค รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับ 4จีที่กำลังจะมีในอนาคต, เอไอเอส ไว-ไฟ และเอไอเอส ฟิกซ์ บรอดแบนด์ที่เริ่มขยายพื้นที่การให้บริการอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายคือการมุ่งเน้นในเรื่องควอลิตี้ ดีเอ็นเอเอส
4จีเครื่องทุ่นแรงเข้าถึงเน็ต
นายวิชัย เบญจรงคกุล นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในปี 2558 ยังมีสัญญาณบวกในหลายๆ ปัจจัย และเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้
นายวิชัย มองว่าจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี่) นั้น จำเป็นต้องจัดให้เกิดการประมูลใบอนุญาตใหม่บนคลื่นความถี่ 4จี 1800 เมกะเฮิรตซ์ เพราะจะเป็นเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยีไอซีทีได้มากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำได้
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการขยายโครงข่าย 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ของผู้ประกอบการทั้ง 3 ในตลาดก็เชื่อว่าจะยังคงเร่งเพิ่มสถานีฐานให้มากขึ้น เพื่อสร้างความครอบคลุมของสัญญาณในการทำตลาดหาลูกค้าใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยส่วนนี้สมาคมโทรคมมองว่า จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้มากขึ้น ก่อนที่จะก้าวไปสู่การประมูลใบอนุญาต 4จี
พร้อมกันนี้ เขา ระบุว่า จากวันที่ 1 ธ.ค. 2557 ที่สมาคมโทรคมร่วมกับสมาคมต่างๆ ในนามของสมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ทีฟิท) ได้รวบรวมข้อเสนอแนะ สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัล อีโคโนมี่ของรัฐบาล
โดยนำเสนอไปยังม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ (แอคชั่น แพลน) 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2.ด้านธุรกิจและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3.ด้านการพัฒนาบุคลากร และ 4.ภาครัฐบาล





