พอนโดร่า (Pondora) ชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจ เริ่มต้นจากการดีไซน์เพื่อตอบความต้องการของตนเอง
เรื่อง - สาลินีย์ ทับพิลา
พอนโดร่า (Pondora) ชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจ เริ่มต้นจากการดีไซน์เพื่อตอบความต้องการของตนเอง ขยับสู่การตัดเย็บตามออเดอร์ของคนรอบข้าง จากนั้นรุกคืบเข้าสู่การตลาดออนไลน์และเตรียมเปิดหน้าร้านในหัวเมืองใหญ่ประมาณ 10 สาขาในขวบปีที่ 3
ความสำเร็จของแบรนด์คือ กระแสความแรงของแฟชั่นสไตล์ย้อนยุคหรือวินเทจ บวกกับจุดเด่นเรื่องของดีไซน์ ตอบรับความต้องการของสาวไทยกับการสวมใส่ชุดว่ายน้ำได้อย่างมั่นใจ
ดีไซน์ตอบโจทย์สาวไทย
สาวไทยตัวเล็ก รูปร่างอวบ อาจมีปัญหาใส่ชุดว่ายน้ำแบรนด์ดังแล้วไม่สวย เช่นเดียวกับ “พรทิพา ฉัตรเกษมธนกุล” ที่ตัดสินใจออกแบบชุดว่ายน้ำของตนเองเพื่อแก้ปัญหานี้และพบว่า สไตล์วินเทจคือคำตอบของสรีระสาวไทย ทั้งยังเป็นเทรนด์ตลาดชุดว่ายน้ำโลกด้วย
ชุดว่ายน้ำวินเทจบวกกับแฟชั่นมีจุดเด่นเรื่องของดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็น เอวสูงชายระบายหรือทรงกระโปรงที่พรางหน้าท้อง เอว สะโพก รวมถึงท่อนล่างแบบไฮคัท ขาเว้าสูงที่ช่วยให้ขาดูเรียวยาว ส่วนด้านบนมีทั้งแบบบิกินี่ที่มีลูกเล่นของระบาย ดอกไม้ และอื่นๆ ทำให้เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยผู้ใส่ได้มาก
พรทิพาตัดชุดว่ายน้ำให้กับตัวเองและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับในระดับที่ส่งผลให้ตัดสินใจขยับสู่โลกธุรกิจ จากการทดลองตลาดครั้งแรก 50 ชุดผ่านการตลาดออนไลน์ สามารถจำหน่ายได้หมดในเวลา 1 เดือน “พอนโดร่า” จึงเกิดขึ้น
พรทิพา กล่าวว่า หลังจากทำตลาดได้ไม่นานก็เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก จนกระทั่งมีศิลปินนักแสดงซื้อไปใช้ ยิ่งทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ประกอบกับการสร้างจุดขายด้วยการให้ลูกค้าเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ลวดลายผ้า สไตล์และรูปทรงของชุดได้ตามความชอบ
ยอดขายของชุดว่ายน้ำพอนโดร่าอยู่ที่ 800-1,200 ชุด หรือราว 7 แสน - 1 ล้านบาทต่อเดือนผ่าน 3 ช่องทางจำหน่าย คือ โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม หน้าร้านที่จังหวัดกาญจนบุรี และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
“3 ปีของพอนโดร่า อัตราการขยายตัว 20-30% ทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มการตลาดออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อสินค้าเริ่มติดลมบนก็มีคู่แข่งมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ต้องปรับตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การทำตลาดร่วมกับแบรนด์สินค้าอื่นหรือรีสอร์ท เพื่อให้เกิดกิจกรรมกับลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่”
ปีแห่งการบุกทำตลาด
ปี 2558 ถือเป็นปีแห่งการบุกจึงวางแผนในการเปิดหน้าร้านในหัวเมืองใหญ่ประมาณ 10 สาขาให้ได้ภายใน 3 ปี โดยแบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 5 สาขา และในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือมีกำลังซื้อสูงอีก 5 สาขา ได้แก่ หัวหิน พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี โดยอาจเป็นได้ทั้งแบบสแตนด์อะโลนหรือเป็นช็อปในศูนย์การค้า ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่ คาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับการขยายสาขาเฉลี่ยสาขาละ 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้เตรียมรับสมัครตัวแทนจำหน่ายเพิ่มจากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30 รายทั่วประเทศ จะรับเพิ่มเป็น 80-100 ราย และจะเลือกพื้นที่การขายไม่ให้ทับซ้อนกัน
“อุดรธานีจะเป็นตลาดใหม่ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าจากประเทศลาว ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการเจรจากับดิสทริบิวเตอร์เพื่อขยายตลาดไปในลาวและอินโดนีเซียด้วย”
ปัจจุบัน พอนโดร่ามีโรงงานขนาดเล็กเป็นของตนเอง เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการขยายหน้าร้าน, ตลาดต่างประเทศและบริการใหม่คือ เปิดรับทำโออีเอ็มสำหรับชุดว่ายน้ำต่างๆ คาดว่าจะสร้างรายได้เป็น 30% ในปีนี้
“สิ่งที่เราคาดหวัง นอกจากเป็นแบรนด์ที่ได้รับการนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการชุดว่ายน้ำแล้ว ยังอยากให้เห็นว่า ชุดว่ายน้ำพอนโดร่าไม่ใช่แค่ใส่เล่นน้ำหรือเดินชายหายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถสวมใส่เดินถนน ทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วย เพราะเนื้อผ้าและการออกแบบเน้นการระบายอากาศและเก็บสัดส่วนเกินได้เป็นอย่างดี รวมถึงการออกแบบและตัดเย็บที่คำนึงถึงการสวมใส่ได้ที่เหมาะสม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตประจำวัน”พรทิพากล่าวทิ้งท้าย





