วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยางพารา'บนลู่วิ่ง

วิกฤติยางพารามีอยู่อย่างต่อเนื่อง ก.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงแปลงปัญหาให้เป็นโจทย์วิจัย หวังแก้ปัญหาด้วย วทน

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

วิกฤติยางพารามีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงแปลงปัญหาให้เป็นโจทย์วิจัย หวังแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต ตลอดจนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในการแปรรูปยางพารา

“เรามีงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารามากมาย ทั้งที่กำลังพัฒนาอยู่ และงานวิจัยที่แล้วเสร็จพร้อมต่อยอด เช่น การพัฒนาลู่ลานกรีฑาด้วยยางธรรมชาติซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เป็นงานวิจัยที่นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจและมอบหมายให้ทางกระทรวงเร่งดำเนินการ” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าว

สนามเพื่อชาวสวนยาง

การพัฒนาลู่ลานกรีฑาด้วยยางธรรมชาติ เป็นผลงานของกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์และยางธรรมชาติเพื่อจัดสร้างลู่-ลานกรีฑา โดยคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ ทั้งยังช่วยสนับสนุนการใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติภายในประเทศอีกด้วย

ผ่านมามา ประเทศไทยใช้วัสดุสังเคราะห์สำเร็จรูปสำหรับทำเป็นลู่-ลานกรีฑา โดยต้องนำเข้าทั้งหมดซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงตารางเมตรละ 2,500 บาท ขณะที่แผ่นยางของไทยราคาเพียง 1,700 บาทต่อตารางเมตร จึงลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30%

นักวิจัยจึงพัฒนาสูตรโดยผสมยางสังเคราะห์และยางธรรมชาติ หรือยางพารา ในอัตราส่วน 60:40 จากนั้น นำมาขึ้นรูปโดยแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นล่างที่ไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพความยืดหยุ่นนัก เน้นความแข็งแรง จึงใช้ขี้ยางหรือยางเก่ามาบดอัด ส่วนด้านบน เป็นบริเวณที่นักกีฬาต้องสัมผัส ต้องการ ความทนทาน ยืดหยุ่น รองรับการกระแทก และคุณสมบัติอื่นๆ จึงใช้เป็นยางสังเคราะห์และยางธรรมชาติที่ทดสอบแล้วพบว่า มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ ในราคาถูกกว่า

“เราอยู่ระหว่างดำเนินการประสานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาที่รับผิดชอบด้านสนามกีฬาต่างๆ รวมถึงโครงการไบก์เลน (Bike Lane), กระทรวงมหาดไทย ที่สามารถนำไปใช้เป็นพื้นในส่วนทางวิ่งในสวนสาธารณะ, กระทรวงศึกษาธิการสำหรับการใช้งานในโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะเป็นฝ่ายเชื่อมโยงานวิจัยไปยังภาคเอกชน”

การประสานงานในแต่ละฝ่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงการเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เหลือแค่รอภาคเอกชนมารับช่วงต่อ คาดว่าผลวิจัยจะสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์ใช้จริงภายในปี 2558

“ข้อต่อ”เชื่อมการใช้งาน

นอกจากงานของกรมวิทยาศาสตร์บริการยังมีงานวิจัยยางพาราอีกมากที่พร้อมจะต่อยอด อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับผลงานที่สร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ยางพารา อาทิ ยางล้อรถยนต์ ถุงมือยาง เส้นด้ายยางยืด และการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำยางที่ใช้ทางการแพทย์และเภสัชกรรม เช่น สายสวนปัสสาวะ แผ่นยางที่ใช้ในทางทันตกรรมและท่อน้ำเกลือ พร้อมการวิจัยและพัฒนายางล้อรถให้ประหยัดพลังงานมีความปลอดภัยในการยึดเกาะถนนและลดเสียงในขณะขับขี่

ขณะที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาถุงมือผ้าเคลือบยางเพิ่มความคงทน และเพิ่มมูลค่าจากถุงมือผ้าธรรมดาราคา 10 บาท เคลือบยางมูลค่าเพิ่มเป็น 30-40 บาท และขณะนี้กำลังศึกษาการพัฒนาวัสดุยางเชิงประกอบสำหรับอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง เพิ่มคุณค่ายางธรรมชาติสำหรับใช้เป็นวัสดุรองรับแรงกระแทก ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการก่อสร้างการจราจร การขนส่ง

นอกจากนี้ยังสร้างเป็นผลิตภัณฑ์จีโอเท็กซ์ไทล์ จากยางธรรมชาติเชิงประกอบ สำหรับการใช้เป็นชั้นกรองปิดทับหน้าตลิ่งชนิดลาดเอียง และผลิตภัณฑ์โครงสร้างปิดทับหน้าตลิ่งลาดเอียงสำหรับใช้เป็นโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวอีกว่า ยางพารายังต่อยอดเป็นเครื่องสำอางได้เช่นกัน โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ประสบความสำเร็จจากงานวิจัยน้ำยางพาราเป็นเครื่องสำอาง พร้อมจดสิทธิบัตรไวท์เทนนิง ใน 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์ และจีน โดยทางศูนย์ฯเน้นให้ภาคเอกชนนำสารสกัดมูลค่าสูงไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น สูตรตำรับเซรั่ม และโลชั่นบำรุงผิวใส และสูตรลดเลือนริ้วรอย จึงมั่นใจว่าแผนการตลาดนี้จะส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ และสร้างห่วงโซ่คุณค่าในระยะยาว