ดร.การดี เกาะติดความเป็นไปของผู้ประกอบการขนาดเล็ก Start-up ในอาเซียน รอบนี้ไปดูกันว่าเวียดนามเป็นอย่างไร
*บทความโดย ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ Thammasat Business School
ดร.การดี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษา เกาะติดความเป็นไปของผู้ประกอบการขนาดเล็ก Start-up ในอาเซียน รอบนี้ไปดูกันว่าเวียดนามเป็นอย่างไร
ทุกประเทศในอาเซียนให้ความสำคัญกับการเติบโตของผู้ประกอบการขนาดเล็ก ด้วยจำนวนผู้ประกอบการและจำนวนการจ้างงานที่มีสัดส่วนที่สูงและมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
สิงคโปร์มีหน่วยงาน Spring Start-up Enterprise Development Scheme (Spring SEEDS) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสนับสนุน Startups ให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่นอกประเทศ ดังนั้นความเป็นนานาชาติหรือ Internationalization ของผู้ประกอบการสิงคโปร์จึงโดนปลูกฝังและคาดหวังตั้งแต่วันเริ่มต้นแนวคิดธุรกิจ ต่างจากแนวคิดทั่วไปที่ต้องเริ่มธุรกิจในประเทศก่อน และเมื่อไปได้ดีค่อยมองหาตลาดและแหล่งผลิตจากต่างประเทศ
ถ้าพูดถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ Startup นับว่าประเทศสิงคโปร์นั้นมีความพร้อมอย่างมาก ประเทศไทยและมาเลเซียก็มีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรมมากว่า 10 ปี อีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจคือประเทศเวียดนาม ด้วยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่สูงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกว่าร้อยละ 42 ของประชากรในเวียดนามมีอายุน้อยกว่า 25 ปี
พร้อมทั้งมีการเติบโตโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในอัตราที่สูงมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และประกอบกับลักษณะนิสัยของคนเวียดนามที่ความอดทนในการทำงาน และมีจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการสูง (Entrepreneurial spirit) ประกอบกับการผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากทำให้คนเวียดนามจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างคุ้มค่าและเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด
จากการสำรวจของ Global Entrepreneurship Monitor (GEM) ในปี 2013 พบว่า 4 ใน 5 ของคนเวียดนามฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่น่าแปลกใจที่ว่ามีเพียง 1 ใน 5 ของผู้ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองนั้นมีความตั้งใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจภายใน 3 ปี
และเมื่อเปรียบเทียบเวียดนามกับกลุ่มประเทศที่มีรูปแบบทางเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางการผลิตพื้นฐาน (Factor Driven Economies) ที่คล้ายๆกัน สัดส่วนของ Startup ที่สำรวจได้ในเวียดนาม หรือผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจมีอยู่เพียงแค่ราวร้อยละ 4 เท่านั้นซึ่งนับว่าต่ำเมื่อเปรียบเทียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีรูปแบบเศรษฐกิจคล้ายกันที่ร้อยละ 9.4
เหตุผลสำคัญ 3 ประการคือ ประการที่ 1 ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจในเวียดนามที่ยังสูงอยู่ พร้อมทั้งกฎหมายและนโยบายที่ไม่เอื้ออำนวยนัก การเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังเป็นเรื่องยาก แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งเริ่มเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ก็นับว่านโยบายต่างๆยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังต้องมีการปรับปรุงอีกมากเพื่อให้เอื้อต่อการแข่งขันในระบบธุรกิจสมัยใหม่
ประการที่ 2 คือ โอกาสที่จะได้ทำงานในองค์กรข้ามชาติใหญ่มีสูงมากขึ้น เพราะมีการลงทุนจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างในปีที่แล้ว ปี 2556 เวียดนามมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงถึง 2.2 หมื่นล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 35 ทำให้เกิดการจ้างงานมหาศาล คนเวียดนามเองก็มีโอกาสที่จะได้ทำงานในโรงงาน องค์กรขนาดใหญ่และองค์กรข้ามชาติ ซึ่งคนเวียดนามเองก็มองว่าเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงกว่าที่จะมาแบกรับความเสี่ยงเริ่มต้นธุรกิจเอง
และประการที่ 3 ความเสียงจากคู่แข่งที่มีความพร้อมกว่าจากต่างประเทศ
แม้ว่าในภาพรวมของ Startup ในเวียดนามจะยังเผชิญกับอุปสรรค แต่การเติบโตของ Tech Startup กลับเป็นที่จับตามองในอันดับต้นๆของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์





