กระดาษไร้สารตกค้างและผลิตจากไม้ในป่าปลูก เป็นไอเดียขับเคลื่อนธุรกิจของ แฟนซี เปเปอร์
กระดาษไร้สารตกค้างและผลิตจากไม้ในป่าปลูก เป็นไอเดียขับเคลื่อนธุรกิจของ “แฟนซี เปเปอร์” ซึ่งคลุกคลีในแวดวงการจำหน่ายกระดาษมานาน 30 ปี เปิดทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ได้ใช้วัตถุดิบสอดคล้องกับบริบทของโลก ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
“จากประสบการณ์ี้ 30 ปีบนเส้นทางธุรกิจ เราต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาถูกแต่ยังรวมถึงการนำเสนอความแปลกใหม่ของสินค้า การให้ความรู้แก่คู่ค้า ทำให้พฤติกรรมการใช้กระดาษเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด ราคาจะไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป” วโรดม ปัญวณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริษัท แฟนซี เปเปอร์ จำกัด กล่าว
โอกาสของผู้บุกเบิก
ปีนี้วงการพิมพ์เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ที่กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับแฟนซี เปเปอร์ เมื่อเครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่างลอรีอัลประกาศนโยบายให้ใช้บรรจุภัณฑ์ไร้สารฟอกขาว ซึ่งเป็นเกรดเดียวกับที่ใช้สัมผัสอาหารได้ปลอดภัย และต้องเป็นกระดาษที่ผลิตจากป่าปลูกภายใต้้ัการรับรองมาตรฐานการปลูกป่าและบริหารจัดการป่าอย่างยั่งยืน (The ForestStewardship Council,FSC)
วโรดม กล่าวว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจของแฟนซีเปเปอร์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานหลายปีแล้ว เห็นได้จากใบรับรอง FSCรวมทั้งการนำกระดาษรีไซเคิลและกระดาษไร้สารตกค้างเข้ามาจำหน่ายเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร
ทั้งนี้ สารตกค้างในกระดาษเป็นสารเพิ่มความขาวที่นิยมเติมลงในกระดาษ เมื่อสัมผัสผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ จึงมีข้อกำหนดห้ามใช้กระดาษชนิดนี้กับบรรจุภัณฑ์อาหาร
นอกจากแบรนด์ลอรีอัลแล้วยังรวมถึงผู้ประกอบรายใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี จอห์นสันแอนด์จอห์นสันและเครื่องสำอางไทยอย่างมิสทีน กีฟฟารีน ล้วนไม่ยอมตกเทรนด์ “กรีน” เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยจากการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ไร้สารพิษ
แฟนซี เปเปอร์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์กระดาษไร้สารตกค้างในงานแสดงเทคโนโลยีและบรรจุภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมคอสเมติกส์ (COSMEX)ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ณ ไบเทคบางนา ให้ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้รู้จักอย่างเป็นทางการ
ตลอดระยะเวลา 30 ปีในการทำธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่ด้วยความที่เป็นคนคิดนอกกรอบ ทำให้สามารถผลักดันธุรกิจให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ โดยการบาลานซ์สัดส่วนรายได้ 50:50 ระหว่างการจำหน่ายกระดาษจากต่างประเทศ และการเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่อย่างเอสซีจี
“ต่อจากนี้ไปสัดส่วนรายได้จากกระดาษนำเข้าจะเพิ่ม 10% ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการใช้กระดาษฟู้ดเกรดของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางข้ามชาติ ขณะที่บริษัทเครื่องสำอางไทยต้องปรับมาตรฐานให้ทัดเทียมอุตสาหกรรมโลก” ความหวังและความเชื่อของ วโรดม ผู้คลุกคลีอยู่กับธุรกิจกระดาษมานาน 3 ทศวรรษ
ต้องตีโจทย์ให้แตก
ย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มต้นทำธุรกิจ เขาเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ คือ คนในวงการโฆษณาซึ่งเสมือนเป็นผู้นำทางความคิดให้กับเจ้าของสินค้าแบรนด์ดังที่มีทุนหนา โดยนำเข้ากระดาษรีไซเคิลที่มีลวดลายทันสมัยจากอเมริกาและเยอรมนีเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ ในฐานะผู้บุกเบิกตลาด กระทั่งทำให้เกิดธุรกิจรับทำรายงานประจำปี
จากนั้นก็ขยับมา ทำปฏิทินดีไซน์แปลกใหมู่่ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยกว่า50% ของหนังสือรายงานประจำเป็นเป็นลูกค้าของแฟนซี เปเปอร์ ต่อมาเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 รายได้ลดลง จึงหันมารุกตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรกับมนุษย์อย่างจริงจังเป็นรายแรก เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันรองรับโอกาสธุรกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงใช้โฟมหรือกระดาษที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งราคาถูกกว่ากกระดาษฟู้ดเกรด อีกทั้งต้องรอเวลาที่ภาครัฐจะให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยจากบรรจุภัณฑ์อาหาร
เมื่อถึงเวลานั้น ยอดขายของกระดาษฟู้ดเกรดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการบรรจุภัณฑ์ โดยมีตัวอย่างชัดเจนจากประเทศไต้หวันที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างจริงจัง





