วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิทย์'คิด-ทำ'ช่วยชาติ

เมื่อ 18 ปีที่แล้วโลกได้รู้จัก “แกะดอลลี่” ถือกำเนิดมาจากเทคโนโลยีการโคลนนิ่งที่สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

เมื่อ 18 ปีที่แล้วโลกได้รู้จัก “แกะดอลลี่” ถือกำเนิดมาจากเทคโนโลยีการโคลนนิ่งที่สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันรอสลิน ประเทศสกอตแลนด์ จากความสำเร็จนี้รัฐบาลสิงคโปร์ได้ชักชวนทีมงานจำนวนหนึ่งให้มาปักหลักทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในสิงคโปร์ นอกจากคณะนักวิจัยชุดนี้แล้ว สิงคโปร์พยายามที่จะดึงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกมารวมกันที่นี่ที่เดียว

เป้าหมายก็เพื่อสร้างธุรกิจบนศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ให้ล้ำหน้าประเทศอื่นๆ ทั่วโลกพิสูจน์ได้จากรายได้ประชากรต่อหัวของคนสิงคโปร์ราว 1.8 ล้านบาทต่อคนซึ่งสูงที่สุดในโลก

ตั้งต้นที่โจทย์สมมติฐาน

เวทีปาฐกถา ศาสตราจารย์ ดร. สตางค์ มงคลสุขครั้งที่ 22 หัวข้อ “นักวิทยาศาสตร์ช่วยชาติได้อย่างไร?” ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีการจัดกระบวนความคิด วิเคราะห์ แสดงออกมาในรูปแบบการวิจัยและพัฒนาที่มีบทบาทช่วยพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

ข้อได้เปรียบของการเป็นนักวิทยาศาสตร์คือการคิดในมุมของวิทยาศาสตร์ สามารถแก้ปัญหาหรือตั้งโจทย์วิจัย เข้าใจประเด็นทางเทคนิค และสามารถสืบสาวรายละเอียดได้จากความชำนาญเฉพาะด้านที่มีอยู่ แต่ก็มีข้อเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ที่อาจไม่มองภาพใหญ่ ไม่ทราบบริบททางนโยบายและไม่สนใจการสื่อสารทางสังคม

แนวทางแก้คือ นักวิทยาศาสตร์ต้องหัดคิดเชิงองค์รวม วิเคราะห์-สังเคราะห์ทั้งระดับมหภาคและจุลภาค ศึกษาและติดตามเรื่องสังคมเชิงนโยบายรวมถึงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วสร้างโจทย์วิจัยเชิงนโยบาย ด้วยการเข้ากลุ่มบูรณาการแบบสหสาขา

“การขยับจากการคิดในเชิงวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวไปสู่การคิดในเชิงนโยบายจะทำให้งานวิจัยกว้างขึ้น มองปัญหาสังคมที่สามารถใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปตอบโจทย์ อาทิ จุดแข็งเรื่องการเกษตร ก็ใช้งานวิจัยแก้ปัญหาการเกษตร รวมถึงอาจเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรหรือแม้กระทั่งของเหลือทิ้งทางการเกษตร”

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ด้วยการสร้างองค์ความรู้นำไปพัฒนาและแก้ปัญหาด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางการค้าของประเทศ แต่ประเทศไทยขณะนี้ยังขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่มีจำนวนนักวิทยาศาสต์และนักวิจัยมากกว่าไทยหลายเท่าตัว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาให้มีนักวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการ ในสัดส่วน 15 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะนี้ไทยมีสัดส่วนนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเพียง 7 คนต่อประชากร 10,000 คน จึงต้องเร่งผลิตบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

ผนึกกำลังดันงบวิจัย 1%

ศ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีให้ภาพว่า รัฐวิสาหกิจมีงบประมาณสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท และมีกำไรจากผลประกอบการมากมาย จึงมีความคิดที่จะกระตุ้นให้นำ 3% ของผลกำไร ไปทำงานวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าและเกิดประโยชน์กับประเทศในหลายด้าน

“งบวิจัยเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุน วทน. ส่วนการเพิ่มงบวิจัยเป็น 1% ของจีดีพีก็เป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ แต่ในปีนี้อาจจะยังไม่ถึง เพราะการเพิ่มงบโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับทำได้ยาก แต่ต้องค่อยๆ เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น”

ปัจจุบันการผลักดันผลกำไรของรัฐวิสาหกิจไปสู่งานวิจัยนั้น เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ โดยร่วมกับหน่วยงายวิจัยหลัก ได้แก่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยอยู่ระหว่างรองบปี 2559 ทำให้มีเวลา 1 ปีในการศึกษาข้อมูลและหารือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นักวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนหัวรถจักรในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความรู้ความสามารถสูง ประกอบกับมีศักยภาพในการถ่ายทอดและดูดซับเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่พัฒนาผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ด้วยการยกระดับการผลิตเสริมศักยภาพการส่งออก สร้างรายได้เข้าประเทศอีกมากมาย