วิทยาศาสตร์ แปลงโฉมเจ้าเงาะ

วิทยาศาสตร์ แปลงโฉมเจ้าเงาะ

“อัยยะ”ผ่านขั้นตอนการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตกลายเป็นของขบเคี้ยวขึ้นห้าง

ผลิตภัณฑ์เงาะอบแห้งในชื่อ “อัยยะ” (IYha) ผ่านขั้นตอนการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต จากลูกเงาะในสวนกลายเป็นขนมขบเคี้ยวขึ้นห้างสรรพสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัวแถมยังสามารถแก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดอีกด้วย

"อัยยะ" เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ โดย โดยเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในด้านกระบวนการผลิต ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยและมีมาตรฐาน ส่งผลให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงาะจากกิโลกรัมละ 15-20 บาทขยับขึ้นมาหลายเท่าตัว

วิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่า

แต่ละปี วว.ดำเนินงานพัฒนาผู้ประกอบการมากกว่า 100 โครงการทั่วประเทศ มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 3,000 รายต่อปี "รัตนาพร บรรเทิงจิตร" ชาวสวนเงาะโรงเรียน อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งในผู้ประกอบการที่นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการกระบวนการแปรรูปเงาะโรงเรียนนาสาร โดยมีนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ฯ เป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา ร่วมคิดร่วมพัฒนา

"ราคาเงาะในแต่ละปีขึ้นลงไม่แน่นอน ปีนี้ราคาถูกกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะว่าผลผลิตล้นตลาด อีกทั้งเงาะของจันทบุรี ภูเก็ตและพังงาก็ออกสู่ตลาดในระยะนี้ด้วย ส่งผลให้ราคาเงาะโรงเรียนนาสารถูกลงอย่างมาก จากกิโลกรัมละ 30-35 บาทเหลือ 12-16 บาท" รัตนาพร เจ้าของแบรนด์อัยยะ เล่าถึงปัญหา

ทางรอดของปัญหาคือ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อยืดอายุผลผลิต แก้ปัญหาผลไม้ล้นตลาดตลอดจนเพิ่มมูลค่าผลผลิต อาทิ เงาะกวน เงาะอบแห้ง รัตนาพรเป็นชาวสวนเงาะรายแรกที่นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์มาใช้ในการผลิตให้มีมาตรฐาน ทำให้สามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยผลผลิตเงาะโรงเรียนบ้านนาสารออกสู่ตลาดฤดูกาลละ 20,112 ตัน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี 5-10% ทำให้เกือบทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดจำนวนมาก ราคาเงาะจะลดลงอย่างมาก ดังนั้น การแปรรูปจึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี

ผลิตภัณฑ์เงาะอบแห้งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านคือ เวียดนามและกัมพูชา ที่ชื่นชอบในรสชาติของเงาะโรงเรียน สังเกตได้จากยอดขายตามเยาวราช สนามบิน รวมถึงร้านขายของฝากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปลายปีนี้จะขยายช่องทางจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ทุกสาขา โดยเน้นลูกค้าต่างชาติที่ชื่นชอบผลไม้ไทย และในอนาคตจะพัฒนาผลไม้อื่นๆ ในท้องถิ่น เช่น ลองกอง มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม รัตนพร บอกว่า เงาะสด 1 กิโลกรัมแปรรูปเป็นเงาะอบแห้งได้เพียง 1-2 ขีด ทำให้ต้องจำกัดศักยภาพการผลิตไว้ที่ประมาณ 30 ตันเงาะสดต่อปี เนื่องจากขณะนี้ยังสต็อกวัตถุดิบได้ไม่มาก ซึ่งขณะนี้พยายามจะหาแหล่งทุนที่นำไปใช้สำหรับขยายที่เก็บสต็อกเงาะโรงเรียนให้ได้มากที่สุดและรองรับการผลิตตลอดทั้งปี เพื่อหวังขยายการผลิตหรือต่อยอดเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง เพราะตอนนี้มีการลงทุนทำให้ได้มาตรฐานสากลมากที่สุด และผ่านการรับรองของหน่วยงานรัฐในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมกับมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งความสะอาดที่ถูกสุขลักษณะ คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ที่มีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เงาะกวนในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามออกสู่ท้องตลาดคู่กับเงาะอบแห้ง เพื่อเป็นอีกทางเลือกของลูกค้าด้วย

ถุงมือผ้าเคลือบยาง

นอกจากผลิตภัณฑ์เงาะแปรรูปแล้ว ทีมวิจัย วว.ยังให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการชาวสวนยางพารา บ้านกล้วย อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งประสบปัญหาน้ำยางออกน้อยและราคาตกต่ำ จึงพยายามที่จะแปรรูปน้ำยางที่ผลิตได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้การช่วยเหลือด้านการพัฒนาสูตรน้ำยางเพื่อให้ยางที่เคลือบบนถุงมือมีความนิ่มมากขึ้น จากเดิมสูตรยางที่ชาวบ้านใช้จะแข็งคล้ายผิวลูกบาสเกตบอล ทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานจริง

ผลิตภัณฑ์ที่ได้คือ ถุงมือผ้าเคลือบยางที่มีคุณสมบัติดีขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานของเกษตรกรชาวสวนในการเก็บผลผลิตเงาะ ปาล์ม มัน อ้อย ฯลฯ คนงานก่อสร้าง กลุ่มชาวประมง งานในโรงงานอุตสาหกรรมรวมถึงงานสวนในบ้านในลักษณะของถุงมืออเนกประสงค์

สมเกียนติ จำปาดง รองประธานชาวสวนยาง บ้านกล้วย กล่าวว่า กระบวนการผลิตถุงมืออเนกประสงค์ยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก แต่ในอนาคตหากมีออร์เดอร์จำนวนมากอาจจะลงทุนซื้อเครื่องจักร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมที่สามาถผลิตได้ 100 โหลต่อวัน

วว.ปั้นธุรกิจเทคโนโลยี

วว.มีหน้าที่หลักในการสนับสนุนเอสเอ็มอี รวมทั้งขับเคลื่อน งานวิจัย พัฒนา บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ผู้ใช้จริง ภายใต้การพัฒนาที่เรียกว่า O•Z•O•N•E concept ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของ วว. ให้ตอบโจทย์การพัฒนาผู้ประกอบการ ชุมชน และประเทศอย่างยั่งยืน

แต่ละปี วว.ได้ดำเนินงานพัฒนาผู้ประกอบการมากกว่า 100 โครงการทั่วประเทศ มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 3,000 รายต่อปี โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นความสามารถของ วว. เช่น เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารแปรรูป เทคโนโลยีชีวภาพ เภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ นวัตกรรมวัสดุ วิศวกรรม และบรรจุภัณฑ์ มาก่อให้เกิดธุรกิจเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการ อีกทั้งลงพื้นที่เพื่อยกระดับความสามารถผู้ประกอบการไทย ยกระดับผู้ประกอบการโอทอปให้ก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ผลจากการพัฒนาของ วว. ดังกล่าว ผู้ประกอบการมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น วัดจากรายได้ประมาณ 13 ล้านบาทต่อปี เพื่อชดเชยต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 จังหวัดจาก 233 บาทต่อวัน เป็นค่าแรง 300 บาทต่อวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ผู้ประกอบการมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 24 ต่อปี หรือ เพิ่มขึ้นจาก 140,000 บาทต่อคนต่อปี เป็น 170,000 บาทต่อคนต่อปี

ผู้ประกอบการยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันได้ และมีความเข้าใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมถึงการจัดการธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย