'พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์' กับเป้า 1 ปีบูรณาการ วทน

'พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์' กับเป้า 1 ปีบูรณาการ วทน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวางกรอบ 3 ระยะ เน้นวางรากฐาน บูรณาการ พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

วทน. เป็นเครื่องมือก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวางกรอบ 3 ระยะ เน้นวางรากฐาน บูรณาการ พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน สร้างผลงานภายใน 1 ปี

วานนี้ (15 ก.ย.) นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) คนที่ 33 ได้เดินทางเข้ากระทรวงอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก และกล่าวหลังมอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ ว่า เมื่อได้ปรึกษาหารือกันหลายเรื่องทั้งนโยบายและเป้าหมายที่แต่ละหน่วยงานภายในกระทรวงฯ ต้องเร่งทำ โดยยึดเอาถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมาตรีเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ในข้อที่ 8 จะเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัยพัฒนาในการพัฒนาประเทศ

“เราเห็นพ้องต้องกันว่า นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นเป็นเนื้อหาที่ละเอียดและชัดเจนที่สุดเท่าที่รัฐบาลต่างๆ เคยแถลงมา ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายเพื่อให้นโยบายเหล่านั้นเกิดดอกออกผล รวมถึงหากเวลาไม่พอ ก็จะให้ความสำคัญกับการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของรัฐบาลที่จะมารับช่วงต่อ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าว

:: เดินหน้าปฏิรูป วทน.

นายพิเชฐชี้ว่า การทำงานของตนจะเริ่มจากการบูรณาการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับกระทรวงอื่นๆ รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ชุมชน รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแนวทางในการพบปะ เจรจาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค และในโลก รวมถึงองค์กรระดับโลกต่างๆ

ที่สำคัญคือ การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่การต่อยอดเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมวงกว้าง แม้ปัจจุบัน มีเวลาจำกัด ดังนั้นจึงต้องรีบทำงานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ภายในปี 2558

ปี 2558 จะเป็นปีที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนให้เกิดการปฏิรูป ผ่านการวางแผนพัฒนาที่ชัดเจนต่อไป

วาระเร่งด่วนสำหรับการทำงานในตำแหน่งนี้ นายพิเชฐเผยว่า คงหนีไม่พ้นเรื่องของการปฏิรูปด้าน วทน. ที่ถือเป็นนโยบายหลัก โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ซึ่งจะเป็นกิจกรรมหรือโครงการที่สามารถดำเนินการได้เลย ใช้เงินไม่มากหรือไม่ใช้เลย อาทิ ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการทำกิจกรรมให้ความรู้ นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ หรือสร้างแหล่งเรียนรู้

สำหรับระยะกลาง เป็นการดำเนินงานภายใน 1 ปีโดยจะเป็นกิจกรรมที่ปรากฎในแผนนโยบายออกมาทำให้ชัด เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น รัฐบาลมีเรื่องของเอสเอ็มอีที่เป็นวาระแห่งชาติ ก็จะดูเทคโนโลยีที่เสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บูรณางานจากหลายหน่วยของกระทรวงฯ มาใช้เป็นเครื่องมือ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อในระยะยาว จะวางรากฐานให้ไทยขยับไปเป็นประเทศพัฒนา ก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)

:: สนับสนุนเอกชนวิจัย

นายพิเชฐย้ำว่า แผนระยะกลางเป็นการวางรากฐานเพื่อการปฏิรูปในระยะยาวให้เดินไปอย่างยั่งยืน โดยเอื้อประโยชน์ให้เอกชนใช้งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดใช้ประโยชน์ ซึ่งปัจจุบัน เราทำได้เป็นจุดๆ ดังนั้น ต้องมีการสนับสนุนให้เกิดกฎหมายเอื้อให้เอกชนต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบัน งบวิจัยของประเทศอยู่ที่ 0.37% ของจีดีพี เป้า 1% ของจีดีพี ถือเป็นการเพิ่ม 3 เท่า ดังนั้น เรายังต้องเดินหน้าทำอะไรอีกหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน หนึ่งในนั้นคือการผลักดันให้ภาคเอกชนลงทุนทำวิจัย โดยมีการสนับสนุนทั้งเรื่องภาษี กำลังคน และเครื่องมือที่จำเป็นต่างๆ

ภาษี เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่จะนำไปสู่การสนับสนุนให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐต่อเอกชนเป็น 30:70 ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการหารือทำความความเข้าใจ กับกรมสรรพากร และกรมบัญชีกลาง กรระทรวงการคลัง ที่จะเพิ่มอัตราการสนับสนุนทางภาษี จาก 200% เป็น 300%

ในขณะเดียวกันก็เดินหน้าโครงการ Talent Mobility ที่จะเคลื่อนย้ายนักวิจัยจากหน่วยงานรัฐสู่อุตสาหกรรม เป็นการนำผู้เชี่ยวชาญมาตอบโจทย์ช่วยภาคเอกชน ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว และมีแผนที่จะส่งเรื่องเข้า ครม. เพื่อให้มีบทบาทที่ชัดเจนขึ้น ตอบโจทย์การขยายตัวด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนได้มากยิ่งขึ้น

“เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ ไม่ทำอะไรที่เป็นประชานิยม ดังนั้น เราจะเห็นการทำงานที่รวดเร็วและเอื้อต่อการเดินหน้าของประเทศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กฎหมายที่เอื้อต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ มี สนช. ที่จะช่วยให้กระบวนการต่างๆ กระชับ รวมถึงการทำงานข้ามกระทรวง เพราะปัจจุบันไม่มีพรรค ดังนั้นจะเริ่มเห็นหลายกระทรวงทำงานร่วมกัน ทำให้ง่ายต่อการทำงาน และถือเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย ในการเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว” นายพิเชฐกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคนที่ 33 ให้ภาพอนาคตที่ไทยเดินหน้าปฏิรูป วทน. แล้วว่า ความฝันที่จะมีฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง รัฐบาลชุดต่อไปสานต่องานและทำให้ดีขึ้น ประเทศขยับเป็นประเทศรายได้สูง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำด้านความยากจน คงจะอยู่ไม่ไกล