จับตา 6 เทคโนโลยีแห่งอนาคต

จับตา 6 เทคโนโลยีแห่งอนาคต

สวทน.เผยแนวโน้ม 6 เทคโนโลยีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากำลังคน เตรียมรองรับในอนาคต

สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ชูประเด็น พัฒนาประเทศ ต้องพัฒนา”คน” ไปพร้อมกัน บนเส้นทางการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ความแข็งแกร่งและยั่งยืน

โดยการพัฒนาศักยภาพคนไทยและส่งเสริมการวิจัยให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิใช่เป็นประเทศเอาแต่ซื้อ จะช่วยลดการพึ่งพาและลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มคุณภาพและขีดความสามารถของคนไทยพร้อมไปกับพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจอุตสาหกรรมให้ทัดเทียมนานาประเทศรองรับการก้าวสู่เวที ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 นี้

ศ.ดร.วัลลภ สุระกำพลธร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง สวทน. กล่าวว่า “สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (ไทยเอสที -THAIST) เป็นองค์กรสนองตอบการขับเคลื่อนกลยุทธ์พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ

โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการประสานงานเครือข่ายภาครัฐและเอกชนไม่ว่าจะเป็นองค์กรผู้ประกอบการ สถาบันวิจัยหรือสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมมือพัฒนาฐานความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างบุคคลากรผ่านระบบการศึกษาวิจัย และเสริมสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อนโยบายและความต้องการของประเทศ เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ประชาชนจะได้รับประโยน์จากการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่สำคัญเป็นการเพิ่มคุณภาพและขีดความสามารถของคนไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศมากขึ้นเพื่อรองรับ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมาถึงนี้

แนวโน้ม 6 เทคโนโลยี ที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อวิถีเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นทุกขณะและสอดคล้องกับแนวโน้มของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (ไทยเอสที -THAIST) สวทน. มุ่งเน้นดำเนินกิจกรรมส่งเสริมเทคโนโลยี บุคคลากรและนวัตกรรม ใน 6 ด้าน ได้แก่

1.) เทคโนโลยีระบบราง รถไฟและรถไฟฟ้า สวทน.มุ่งพัฒนาบุคคลากรและความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีระบบรางตอบรับการปฎิรูปการคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อประหยัดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพความเร็วและการบริหารจัดการของระบบราง

หัวใจสำคัญคือ การพัฒนา “คน” โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบขนส่งทางรางจะรองรับโครงการลงทุนระบบขนส่งทางราง ได้แก่ รถไฟ รถไฟฟ้า และรถไฟกึ่งความเร็วสูงในอนาคตด้วย และยังเป็นการสร้างศักยภาพสู่ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่สากล ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมขนส่งและบริการระบบราง สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างมาก เช่น การผลิตอะไหลชิ้นส่วน เบาะ วงจรไอที เนื่องจากเราเป็นฐานการผลิตของยานยนต์ที่มีชื่อเสียงและประสบกรณ์มาอยู่แล้ว

ระบบรางยังมีบทบาทในการพัฒนาเมืองที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค การเชื่อมโยงทั้งด้านอุตสาหกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยวตามเส้นทางระบบรางโครงข่าย สวทน.ได้เสริมสร้างเครือข่าย 19 องค์กร ร่วมพัฒนา และช่างเทคนิค ระดับปวส. ด้วยความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานด้านบริการเดินรถและอุตสาหกรรมการผลิต องค์กรที่รับผิดชอบด้านการขนส่งระบบราง และภาคการศึกษาและวิจัย อาทิเช่น บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ มหาชน (BMCL) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTS) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นต้น

2.) เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โลกปัจจุบันมีกระบวนการผลิตและการบริการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและพัฒนาไปไกล ในการผลิตและสร้างนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติระดับสูง สามารถเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำงานที่มีความยุ่งยากหรือมีความเสี่ยงต่ออันตรายสูง เช่น การกู้ภัย กู้ระเบิด ไลน์การผลิต การก่อสร้าง หรืองานที่ต้องการความแม่นยำสูงอย่างด้านการแพทย์หุ่นยนต์ยังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ในประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตหุ่นยนต์สำหรับบริการรับออเดอร์ในร้านอาหาร เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นมีนวัตกรรมเครื่องห่อซูชิอัตโนมัติ และระบบส่งอาหารอัตโนมัติในร้านอาหาร หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงวัย สามารถพูดคุย เตือนให้ทานยา ออกกำลังกาย และเชื่อมโยงไปยังโรงพยาบาลในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน เหล่านี้ล้วนเป็นแนวโน้มของนวัตกรรมที่เสริมคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น รวมถึงในการผลิตและบริการ

3. นวัตกรรมเพื่อการเกษตร สวทน.ส่งเสริมเนื่องจากประเทศไทยนั้นนับได้ว่าเป็น “ครัวโลก” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญอย่างมาก ซึ่งถือเป็นความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคโลก การส่งเสริมให้คนไทยพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเกษตรนั้นสามารถเข้ามาช่วยในเรื่องของการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละตลาดได้ และทำให้เราสามารถใช้พื้นที่เพาะปลูกของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (ไทยเอสที) สวทน.มุ่งส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์พืช (Plant Breeding) ซึ่งจะเน้นการปรับปรุงพันธุ์ในพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ลำไย ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ให้ได้พันธุ์ใหม่ที่สามารถให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดต่างประเทศด้วย

4.) เทคโนโลยีชีวภาพเภสัชภัณฑ์ เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นทำให้การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น เทคโนโลยีชีวภาพ เภสัชภัณฑ์ ดำเนินการสอนโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

มีจุดประสงค์เพื่อผลิตผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่อุตสาหกรรม ลดต้นทุนนำเข้ายาชีววัตถุและเพิ่มมูลค่าการผลิตในประเทศ และปูทางเป็นศูนย์กลางการผลิตวัสดุชีวภาพของภูมิภาคเอเชีย โดยจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเพราะยาชีววัตถุนั้นได้จากสิ่งมีชีวิต จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต เพื่อให้ได้คุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยเป็นพิเศษ ในการคิดค้นหานวัตกรรมยาและการรักษาใหม่ๆให้เกิดขึ้น โดย THAIST ได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการเปิดหลักสูตรทักษะวิศวกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ เพื่อผลิตกำลังคนในด้านนี้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศ

5.) Biosensor ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเซ็นเซอร์มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยเป็นอย่างมากประกอดด้วย: อุตสาหกรรมด้านเกษตรและอาหาร ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย และด้านยานยนต์ระบบ Logistics แต่อย่างไรก็ดี ยังมีการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์อุตสาหกรรมนี้อยู่จำนวนมาก และยังขาดผู้เชี่ยวชาญนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถในเทคโนโลยีนี้

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้แบบสหสาขา โดยเฉพาะด้าน Bioelectronics & Biosensors ยังพบปัญหาว่า นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานต่างๆ ยังมีจำนวนน้อย ขาดการรวมตัวเป็นเครือข่ายที่เข็มแข็ง ส่งผลให้การต่อยอดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีทางด้านนี้เป็นไปได้ช้า ที่ยังมีความจำเป็นยิ่งในการพัฒนาเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเชื่อมโยงนักวิจัยจากหลากหลายสาขา ได้แก่ การผลิตสารชีวภาพ การพัฒนาเชิงเคมีวิศวกรรม และวิศวกรรมศาสตร์ในสาขาต่างๆ เป็นต้น รวมถึงคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่มีความรู้ภาคการผลิตและบริการ เพื่อการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ

สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (THAIST) จึงร่วมกับสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา ในการนำร่องได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาบุคลากรในภาคการผลิตและบริการให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถให้กับบุคลากรภายในประเทศ

6.) นวัตกรรมด้านการออกแบบและวิศวกรรมเพื่อการผลิต เนื่องจาก สวทน. โดยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง ( THAIST) ได้เร่งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานของผู้ประกอบการ จากผู้ผลิตตามคำสั่ง หรือ Original Equipment Manufacturer (OEM) ไปสู่การมีความสามารถในด้านการออกแบบ หรือ Original Design Manufacturing (ODM) ไปสู่การมีตราสินค้าเป็นของตัวเอง หรือ Original Brand Manufacturing (OBM) จึงได้ดำเนินการโครงการพัฒนาศูนย์นวัตกรรมด้านการออกแบบและวิศวกรรมเพื่อการผลิต (Center of Innovation in Design and Engineering for Manufacturing)

เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและวิศวกรรมเพื่อการผลิต ระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบและวิศวกรรมเพื่อการผลิตให้มีความรู้ความสามารถทั้งด้านทฤษฏีและปฏิบัติให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีด้านการออกแบบเพื่อการผลิตอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งจัดให้มีระบบการสั่งสมและถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีด้านการออกแบบเพื่อการผลิตแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าว

ศ.ดร.วัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาวิเคราะห์คาดว่า ” ความต้องการกำลังคนระบบราง ในอนาคต ปี 2563 หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีจำนวน 31,000 คน ประกอบด้วย วิศวกร 6,000 คน ช่างเทคนิค 12,000 คน และเจ้าหน้าที่ประจำสถานี 13,000 คน ซึ่งการวางระบบในการพัฒนากำลังคนให้เกิดความรู้ความเชี่ยวชาญจะเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย ต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในอนาคตได้ด้วย เช่น การผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ เบาะ ตัวถัง วงจรไอที เป็นต้น อันทำให้เกิดการจ้างงานและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของคนไทย

รัฐควรกำหนดให้เมกะโปรเจกต์ใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศเพื่อส่งเสริมการวิจัยลดการนำเข้าและส่งเสริมการผลิตใประเทศ

ส่วนแผนงานในอนาคตจะจัดตั้งศูนย์ความป็นเลิศในด้านต่างๆ โดยเบื้องแรกมีแนวคิดที่จะตั้ง สถาบันวิชาการระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย (Thailand Rail Academy) เป็นศูนย์ประสานงาน เชื่อมโยง ส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก เพื่อพัฒนาบุคลากร สร้างความเชี่ยวชาญ เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และสั่งสมความรู้ความสามารถของประเทศด้านเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางให้ก้าวไกล เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การพัฒนาประเทศไม่ใช่เพียงการจัดซื้อรถไฟหรือการก่อสร้างเท่านั้น แต่เราต้องมองถึงการผลิตกำลังคน เนื่องจากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้เพราะ “คน” เราต้องสร้างบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญทุกระดับเพื่อรองรับโครงการระบบขนส่งทางรางและคมนาคมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศไทยนั้น อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมจะสามารถมีธุรกิจที่แข่งขันได้และมีความยั่งยืนก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านบุคคลากรและการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูงขึ้น

ส่วนภาครัฐบาลก็จะต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในด้านการวิจัยและพัฒนาและการสร้างกำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของรัฐบาล ก็มีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างยั่งยืน