พลังงานเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงหนาหู ยิ่งเมื่อปลัดกระทรวงพลังงานชมตัวอย่างงานวิจัยด้านพลังงานของ สวทช.
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
พลังงานเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงหนาหู ยิ่งเมื่อปลัดกระทรวงพลังงานชมตัวอย่างงานวิจัยด้านพลังงานของ สวทช. ชู 2 ประเด็นเรื่องอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและนวัตกรรมพลังงานทางเลือก ยกเคสเครื่องหีบปาล์มน้ำมันที่สหกรณการเกษตรบ้านเชี่ยวหลานเป็นตัวอย่างพลังงานทางเลือกหวังต่อยอดสู่ชุมชนอื่น
“การมองไปอนาคตข้างหน้าในด้านพลังงาน การใช้พลังงานไฟฟ้าในอีก 10 ปีข้างหน้า ควรให้ความสำคัญกับ 2 ส่วนนอกเหนือจากการส่งเสริมให้ปรับพติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าของประชาชน คือ การพัฒนาอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และการพัฒนานวัตกรรมพลังงานทางเลือก” นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเมื่อมาเยี่ยมชมตัวอย่างผลงาน ห้องปฏิบัติการและนิทรรศการ ด้านพลังงานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โดยการมาครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยและพัฒนาด้าน พลังงานของประเทศ และหารือแนวทางการพัฒนาต่อยอด และขยายผลโครงการวิจัยในปัจจุบันร่วมกัน
:: ผสานนโยบาย - วิจัย
ปลัดกระทรวงพลังงานชี้ว่า ปัจจุบัน ไทยนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศ ใช้งบประมาณมากมาย ซึ่งหากสามารถลดใช้พลังงานได้ ก็จะลดการทำเข้า รักษาเม็ดเงินซึ่งเป็นงบประมาณของประเทศเพื่อการใช้ประโยชน์ที่จำเป็นอื่นๆ
นายอารีพงศ์ชี้ว่า งานวิจัยทางด้านพลังงานนั้น มองความสำคัญ 2 ส่วนคือ อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้ามาก อาทิ หม้อน้ำ มอเตอร์ แอร์คอนดิชั่น ซึ่งหากพัฒนาให้สามารถประหยัดพลังงานก็จะลดค่าใช้จ่ายได้มาก และพลังงานทดแทน โดยเฉพาะกลุ่มไบโอแก๊สและไบโอแมส ที่สามารถใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตรที่ไทยมีมาก โดยเฉพาะมันสำปะหลัง สบู่ดำ รวมถึงอื่น ๆ ที่ถือเป็นของเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าว กากอ้อย เป็นต้น
ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ ไทยสามารถทำได้ กลายเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องศึกษาวิจัยเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่
“งานวิจัยที่น่าสนใจ คงหนีไม่พ้นเรื่องของพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานใช้เองภายในชุมชน ที่มีกรณีของสหกรณ์การเกษตรบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ เอ็มเทค สวทช. และสหกรณ์บ้านเชี่ยวหลาน นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาเพิ่มมูลค่าให้แก่ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจของชุมชน ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มระดับชุมชน”
โครงการพัฒนาระบบสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกกะลาเม็ดในโดยไม่ใช้ไอน้ำขนาดกำลังการผลิตรวม 5 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมง ของเอ็มเทค สวทช. และสหกรณ์บ้านเชี่ยวหลานนั้น ก่อให้เกิดศูนย์สาธิตระบบสกัดน้ำมันปาล์มแบบแยกกะลาเม็ดในโดยไม่ใช้ไอน้ำขนาดกำลังการผลิตรวม 5 ตันทะลายปาล์มต่อชั่วโมง และเครื่องจักรที่พัฒนาขึ้น และทำให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม สร้างโอกาสเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบด้วยตนเอง ซึ่งขายได้ราคาดีกว่าการขายทะลายปาล์ม พร้อมต่อยอดเผยแพร่เทคโนโลยีสู่ชุมชนอื่นๆ ที่สนใจต่อไป
:: ยกเชี่ยวหลานสู่โมเดลตัวอย่าง
“นอกจากบ้านเชี่ยวหลาน เราจะเห็นว่า สหกรณ์การเกษตรบางแห่งก็เริ่มใช้กระบวนการเหล่านี้ ลดขยะเหลือทิ้งจากกระบวนการเกษตร มีพลังงานไฟฟ้าจากไบโอแก๊ซ ไบโอแมสใช้เองลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ เสริมศักยภาพให้ชุมชนเข้มแข็ง กลายเป็นตัวอย่างให้กับสหกรณ์การเกษตรอื่นๆ” นายอารีพงศ์ชี้
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานวิจัย อาทิ หม้อหุงข้าวประหยัดพลังงานลดปริมาณน้ำและใช้ระบบสมองกลควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิแบบขั้นบันได สามารถประหยัดพลังงานในการหุงสูงสุดกว่า 60%, การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีผลิตเอทานอล และไบโอดีเซลจากอ้อย มันสำปะหลัง สบู่ดำ และปาล์มน้ำมัน
การนำเศษวัสดุการเกษตร (ชีวมวล)มาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิง, เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ช่วยลดการใช้พลังงาน/น้ำ และลดการสูญเสียแป้งในกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพในโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้เพิ่มขึ้น 800,000 ลบ.ม./ปี ทดแทนน้ำมันเตา 6 ลบ./ปี/โรง เป็นต้น
การเข้าเยี่ยมชม สวทช. ในครั้งนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่า เป็นความร่วมมือของ 2 หน่วยงาน 2 บทบาท โดย สวทช. เป็นบทบาทของการวิจัยพัฒนา ออกแบบ และการจัดการด้านวิศวกรรมศาสตร์ จนนำ ไปสู่การใช้ประโยชน์ พร้อมส่งเสริมการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จำเป็น
“ในขณะที่กระทรวงพลังงานมีบทบาทในการสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ และการใช้ศักยภาพที่มีภาพในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น พลังงานทดแทน ไบโอแมส ไบโอแก๊ส การนำขยะมาจัดการใช้ในการผลิต ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานในภาพใหญ่ ที่จะมีการทบทวนตาม มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไป” นายอารีพงศ์ย้ำ





