วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อิง' ธุรกิจจากแรงบันดาลใจ

เปลี่ยนปัญหาให้เป็นแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจโลชั่นกันยุงออร์แกนิค ไร้สารเคมี ภายใต้แบรนด์"อิง"

เปลี่ยนปัญหาให้เป็นแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจโลชั่นกันยุงออร์แกนิค ไร้สารเคมี ภายใต้แบรนด์ "อิง" วางคอนเซปต์ให้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายของเด็ก สร้างจุดขายฉีกหนีการแข่งขันในตลาดโลชั่นและยากันยุง มูลค่า 4 พันล้านบาท

"แต่กว่าจะตัดสินใจว่าจะทำอะไร เราต้องเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม หาความรู้เกี่ยวกับสินค้าหลากหลายรูปแบบ ที่มีคุณสมบัติและกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันไป" สุชญา เนียมครู ผู้บริหาร บริษัท อิง ออร์แกนิค คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด กล่าวในฐานะผู้บุกเบิกตลาดโลชั่นกันยุงออร์แกนิคที่ประสบความสำเร็จบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ผลิตภัณฑ์เพื่อคนพิเศษ

ผลิตภัณฑ์นี้ ผู้ประกอบการได้นำรูปแบบ เทคนิคและคอนเซปต์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากต่างประเทศมาประยุกต์ และสร้างสรรค์ใหม่ด้วยแนวคิดนำเสนอโลชั่นออร์แกนนิคที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวและป้องกันยุง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับครอบครัวที่ต้องการโลชั่นบำรุงผิวสำหรับเด็กที่แพ้ง่ายและป้องกันยุงด้วย โดยใช้การ์ตูนรูป "กระต่าย" เป็นสัญลักษณ์

"จุดเริ่มต้นจากที่อยากได้โลชั่นกันยุงสำหรับเด็กวัย 3 ขวบ ไม่มีขาย ส่วนใหญ่มักใส่สารเคมีทำให้ไม่กล้าซื้อใช้ จึงมีความคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กขึ้นมา ขณะที่ต่างประเทศไม่ทำเนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องยุงเหมือนบ้านเรา หากเปรียบเทียบกับโลชั่นเด็กในท้องตลาด เราเป็นโลชั่นออร์แกนิคแบบ 2 อิน 1"

ในส่วนของการพัฒนาสินค้านั้น ผู้บริหารแบรนด์อิง มองว่า จะโฟกัสที่สินค้าเด็กก่อน เริ่มจากโลชั่นกันยุง ขยับมาเป็นบาล์มกันยุง แต่สินค้าแต่ละตัวต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดลองค่อนข้างนานเพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ หลังจากทำตลาดมาได้ระยะหนึ่งเริ่มมีแบรนด์ใหญ่ในตลาดผลิตภัณฑ์เด็กเข้ามาทำตลาด ในฐานะผู้บุกเบิกตลาดต้องปรับตัวด้วยการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์คู่แข่ง ราคาขาย แต่ถ้ามองในแง่ดี ถือเป็นการช่วยกระตุ้นให้กับผู้บริโภครู้จักผลิตภัณฑ์ออร์แกนนิคในวงกว้างมากขึ้น

แจ้งเกิดและโตด้วยออนไลน์

ด้วยความที่คุ้นเคยกับการทำธุรกิจมานาน สุชญา จึงตระหนักถึงขอบข่ายที่กว้างไกลของการตลาดออนไลน์ เพราะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของพนักงานขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ป้ายโฆษณาและอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งเป็นบริการตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้การซื้อ-ขายดำเนินได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า "โอกาส "ที่จะเข้าถึงลูกค้าที่มีจำนวนมหาศาลจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยกว่า 26 ล้านคน คิดเป็น 37% ของประชากรในประเทศ และอยู่ในอันดับ 4 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบเออีซี ซึ่งยังไม่นับรวม

ศักยภาพทางการตลาดของโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊คและไลน์ แนวทางการเติบโตของแบรนด์ "อิง" จึงมุ่งเติบโตในโลกออนไลน์ มากกว่าการเปิดหน้าร้านหรือขยายช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า

หลังจากเปิดตัวได้ 3 ปี มีฐานลูกค้าประจำติดตามซื้อใช้ผ่านออนไลน์และการซื้อตามงานแฟร์ต่างๆ ที่บริษัทเข้าไปเปิดบูธ แนะนำสินค้าส่วนใหญ่เป็นงานแฟร์สำหรับแม่และเด็ก พร้อมกันนี้พยายามที่ขยายไปตามร้านขายสินค้าสำหรับเด็กในรูปแบบของการขายขาด รวมถึงสถาบันสอนพิเศษเด็ก เพราะมองว่า สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงและไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากกลุ่มพ่อแม่ที่มีเวลาพาลูกไปเรียนแสดงว่า เป็นกลุ่มที่มีความใส่ใจตัวลูกสูง ฉะนั้น ย่อมยอมจ่ายให้กับผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับลูกรัก