สัญญาณฟื้นตัวของภาคธุรกิจฉายแววชัดเจนขึ้นมาทันทีหลังมีข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจไอที
ที่ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศที่รอคอยความหวังจากรัฐบาลช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมา
ทั้งนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจความเห็นบริษัทไอทีแถวหน้าในไทยถึงความต้องการที่จะเห็นจากรัฐบาลชุดใหม่
อีเอ็มซีหวังรัฐเร่งดันเมกะโปรเจค
นายนฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำ ประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นักลงทุนที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย คาดหวังรัฐบาลชุดใหม่เร่งผลักดัน และกำหนดให้โครงการใหญ่ๆ ออกมาก่อน เพราะจะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะขณะนี้ความเชื่อมั่นดีขึ้นแล้ว เหลือเพียงรอกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นกลับมาอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ต้องอาศัยภาครัฐสนับสนุน เร่งส่งเสริมการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติเกิดความมั่นใจ
"ช่วงครึ่งปีแรก ตลาดยังเดินไปได้ เพราะอีเอ็มซีมีโปรเจคที่ยาวมาจากปีที่แล้ว แต่สำหรับครึ่งปีหลังค่อนข้างชะลอตัว เพราะทุกคนรอ และคาดหวังถึงรัฐบาลใหม่ ความชัดเจนในการกำหนดนโยบาย ครม.ใหม่ ต้องกำหนดโครงการใหญ่ ต้องทำก่อน ทำขั้นตอนต่างๆ ให้โปร่งใส ร่างโรดแมพให้ชัดเจน และให้โครงการเกิดได้เร็ว จะช่วยกระตุ้นการลงทุนได้มาก"
เขากล่าวว่า โครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องถูกผลักดันมาจากภาครัฐมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมา โครงการเหล่านี้โดนตรวจสอบซึ่งจะใช้ระยะเวลา ทำให้โครงการใหญ่ๆ ออกมาช้า ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องวางโรดแมพที่ชัดเจน ขั้นตอนกระบวนการบริหารจัดการ หามาตรการตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โครงการออกมาได้เร็วเป็นรูปธรรม
"ส่วนการลงทุนไอที ดีมานด์ของลูกค้ามีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตอนนี้มีแพลตฟอร์มด้านไอทีใหม่ๆ ออกมา ลูกค้ากลุ่มที่แข่งขันกันสูง อย่างธนาคาร เทเลคอม แบงก์ ค้าปลีก ก็ต้องการลงทุนระบบใหม่ๆ โซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ ให้ทันกระแสโลก ซึ่งหากรัฐบาลเข้ามาช่วยผลักดันส่งเสริมการลงทุนต่างๆ แนวโน้มของธุรกิจ ความเชื่อมั่นการลงทุนในไทยก็จะฟื้นกลับมาเร็ว โดยเฉพาะไตรมาส 4 ตลาดรวมน่าจะฟื้นกลับมา"
ส่วนทิศทางการรุกตลาดจากนี้ บริษัทพร้อมนำเสนอแพลตฟอร์มยุคที่ 3 ไปยังองค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นความสามารถของซอฟต์แวร์บริหารจัดการ และรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น คลาวด์ บิ๊กดาต้า โมบาย และโซเชียล เน็ตเวิร์ค
'อัลไลด์' รอ 6 เดือนการลงทุนฟื้น
นายธีรยุทธ หงษ์คณานุเคราะห์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัทอัลไลด์ เทเลซิส (ประเทศไทย) ยักษ์ระบบเครือข่ายจากญี่ปุ่น กล่าวว่า หลังมีรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการต่างๆ จะถูกผลักดันออกมาให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมกะโปรเจค ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ธุรกิจลงทุนมากขึ้น โดย 6 เดือนหลังจากนี้แนวโน้มต่างๆ ความเชื่อมั่น การลงทุนจะดีขึ้น
"5 เดือนแรก ธุรกิจโดยรวมดรอปลง เพราะทุกคนรอความชัดเจน พอถึงเดือนที่ 6 เราเห็นกระแสบวกกลับมา คาดว่าเดือนที่ 7 ก็มีแนวโนัมดีขึ้นตามลำดับ จากความมั่นใจผู้ใช้ระบบเครือข่ายสะท้อนมาถึงเรา ซึ่งเป็นผู้ขาย เราเห็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจนขึ้น ต่างจากช่วงครึ่งปีแรกทุกอย่างจะนิ่งมาก"
เขากล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทต้องปรับลดการเติบโตลง จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะโต 30% ปีนี้คงทำได้แค่รักษาการเติบโตไว้ในระดับเดิม หรือโตราว 10% ซึ่งปีที่แล้วบริษัทมีรายได้รวมราว 6 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามปี 2558 บริษัทตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 30% ด้วยปัจจัยที่คาดว่า สถานการณ์ต่างๆ ในไทยจะเข้าสู่ภาวะปกติ มีรัฐบาล มีนโยบายการลงทุนที่ชัดเจน
นายธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลังได้จับมือ บริษัททริเปิล เพลย์ เซอร์วิสเซส ผู้นำโซลูชั่นป้ายอัจฉริยะ หรือดิจิทัล ไซเนจ (Digital Signage) จากประเทศอังกฤษ เพื่อทำตลาดระบบป้ายอัจฉริยะในระดับภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
จากรายงานล่าสุดของมาร์เก็ตส์แอนด์มาร์เก็ตส์ (MarketsandMarkets) พบว่า ปี 2554 การลงทุนของธุรกิจกับระบบดิจิทัล ไซเนจ ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 3.9 พันล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นถึง 13.2 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2559
“ความร่วมมือครั้งนี้ ทำให้บริษัทเป็นผู้นำเสนอโซลูชั่นดังกล่าวอย่างครบวงจร โดยทีมงานของอัลไลด์ เทเลซิส ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทริเปิลเพลย์ และนำเสนอเทคโนโลยีดังกล่าวไปพร้อมกับระบบเครือข่ายของอัลไลด์ เทเลซิส”
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของอัลไลด์ เทเลซิส ในครึ่งหลังของปี 2557 จะเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มขนส่ง กลุ่มราชการ กลุ่มการศึกษา และกลุ่มโรงพยาบาลหรือเฮลธ์แคร์
'เลอโนโว' หนุนรัฐเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ
นายจีรวุฒิ วงศ์พิมลพร กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เลอโนโว ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อมีรัฐบาลแล้วความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะมีมากขึ้นตามมา เพราะประเทศมีทิศทางที่จะเดินต่อชัดเจน
นอกจากนี้ก็จะมีรัฐมนตรีที่เป็นผู้วางแผน และดำเนินการให้ไปสู่เป้าหมายได้ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง และส่งผลดีต่อเนื่องถึงกลุ่มคอนซูเมอร์ที่ก็จะเริ่มมีความเชื่อมั่น และกล้าที่จะใช้จ่ายเงิน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งหากรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บริษัทเชื่อว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้
อย่างไรก็ตามเลอโนโวยังฝากถึงรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านการศึกษา ซึ่งถือเป็นภาคองค์กรใหญ่และเป็นอนาคตของประเทศด้วยการผลักดันการลงทุนด้านไอทีเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้มากขึ้น
ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ก็ยังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานในระดับต่ำ รัฐบาลจึงควรส่งเสริมให้หน่วยงายภาครัฐนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น แทบเล็ต หรือโน้ตบุ๊คเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น
"เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดี และยังเปิดโอกาสให้บุคลากรภาครัฐสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประยุกต์การทำงานต่างๆ ได้ดีขึ้น"
พร้อมกันนี้ผู้บริหารเลอโนโวยังคาดหวังให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ราบรื่น เช่น การเพิ่มนโยบายลดหย่อนภาษีเพื่อเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีมีศักยภาพในการลงทุนด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์สินค้า, การบริหารคลังสินค้า และการควบคุมการจัดจำหน่ายซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนระบบ หรือพัฒนานวัตกรรมให้ธุรกิจเดินหน้าได้
ซิป้าฝากดันวาระแห่งชาติ
ส่วนนางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า กล่าวว่า สิ่งที่ซิป้าต้องการให้รัฐบาลใหม่ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ช่วยผลักดันคือ กำหนดให้การใช้ไอทีเป็นวาระแห่งชาติ
ทั้งนี้ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากหลายส่วน โดยเฉพาะภาครัฐให้นำเอาไอทีมาใช้กับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) มากขึ้น





