วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มนตร์แห่งสารกฤษณา

Dar al Oud น้ำหอมสัญชาติไทยบนห้างแฮร์รอดส์ ผลผลิตจากน้ำมันหอมระเหยจากต้นกฤษณา ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางศาสนา

ดาร์ อัล อูด (Dar al Oud) มีความหมายในภาษาไทยว่า บ้านของกฤษณา แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำหอมสัญชาติไทยกำลังเติบโตในหลายๆ ประเทศ เริ่มจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ขยับมาบุกตลาดโซนอเมริกาและยุโรป จากนั้นสามารถเบียดพื้นที่เข้าห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ในลอนดอน ซึ่งถือเป็นประตูเปิดสู่ความสำเร็จในตลาดโลก

นอกจากจะเป็นแบรนด์สินค้าไทยที่ได้รับการตอบรับจากห้างหรูแล้ว ในปี 2557 ผลิตภัณฑ์ดาร์ อัล อูด ได้รับการรับรอง Thailand Trust Mark (TTM) การันตีถึงความเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงหรือสินค้าชั้นเยี่ยมจากประเทศไทย

ความสำเร็จเหล่านี้เป็นผลจากวัตถุดิบการผลิต คือน้ำมันหอมระเหยจากต้นกฤษณา ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอาหรับ และที่สำคัญยังแสดงถึงสถานะทางการเงินและความมั่งคั่งของผู้ใช้ เนื่องจากราคาที่แพงของน้ำมันกฤษณาถึง 1.5-5.0 หมื่นดอลลาร์ต่อกิโลกรัมตามคุ ณภาพความบริสุทธิ์

วรวิทย์ จันทรวิโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท ทรีด้อม (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือเดอะทรีด้อมกรุ๊ป กล่าวว่า ดาร์ อัล อูด ถือเป็นแบรนด์น้องใหม่เพิ่งมีอายุ 2-3 ขวบแตกไลน์มาจากธุรกิจขายส่งน้ำมันกฤษณา นอกจากสินค้าน้ำหอมแล้วก็ยังมีสบู่ น้ำหอมแห้ง (เพอร์ฟูมบาล์ม)และบอดี้สเปรย์ รวมแล้วประมาณ 25 รายการภายใต้ 3 กลิ่นหลัก

ทีมวิจัยในไทยได้ทำเวิร์คชอปทางการตลาดกับชาวตะวันออกกลางในประเทศไทย พร้อมทั้งนำกลิ่นน้ำหอมที่มีในตลาดมาให้เลือกว่า ชอบกลิ่นใดมากสุด จากนั้นทดสอบความพึงพอใจกับผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ กระทั่งกลายมาเป็น 3 กลิ่นหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์สำหรับใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องหอมต่างๆ ในปัจจุบัน

เมื่อวางลูกค้าเป้าหมายเป็นชาวอาหรับ จึงจำเป็นต้องดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้สอดรับกับรสนิยมของผู้บริโภค ซึ่งชอบความหรูหรา ทันสมัย มีลวดลายตระการตา แวววาวและชอบสีทอง

"เราวางตำแหน่งของแบรนด์ไว้ในตลาดระดับพรีเมียม เนื่องจากวัตถุดิบน้ำมันกฤษณามีราคาแพง ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงตาม จึงเป็นปัจจัยที่กำหนดระดับตลาดด้วย เช่นเดียวกับการผูกโยงน้ำมันกฤษณากับความเชื่อทางศาสนา ตลาดเป้าหมายของเราจึงเป็นประเทศแถบตะวันออกกลางทั้งซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน คูเวตและยู.เอ.อี." วรวิทย์กล่าว

ย้อนกลับมาที่แหล่งวัตถุดิบซึ่งก็คือ ต้นกฤษณา ทางทรีด้อมกรุ๊ปอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันกฤษณาอีก 2 เท่าตัวจากเดิม 150 กิโลกรัมต่อปี มีแปลงปลูกทั้งสิ้น 31 แปลง (พื้นที่ 1,619 ไร่) รวมกว่า 1.82 แสนต้น มีแผนจะขยายเพิ่มเป็น 2 พันไร่ในอีก 1-2 ปี โดยจะเพิ่มจำนวนต้นกฤษณาอีกราว 75,000 ต้นต่อปี รวมถึงการรับซื้อต้นกฤษณาจากแปลงปลูกของชาวบ้าน

นอกจากนี้ในการบังคับให้ต้นไม้ผลิตน้ำมัน บริษัทใช้เวลาคิดค้นและทดลองมากว่า 15 ปี โดยใช้การผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสารกระตุ้น ซึ่งเป็นสูตรลับและได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว ทำให้สามารถผลิตไม้กฤษณาที่มีสารกฤษณาได้ภายใน 1-2 ปีเท่านั้น โดยคุณภาพไม่ต่างจากไม้ป่าธรรมชาติ

ในปี 2559 ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มถึง 350 กิโลกรัมต่อปีของทรีด้อมฯ ไทยจึงเป็นผู้ผลิตน้ำมันกฤษณาที่ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชีย