วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฮาเรซ คูบจันดานิ แห่งไมโครซอฟท์ เปลี่ยนแรงกดดันสู่โอกาสใหม่

พิสูจน์ผลงาน 18 เดือน ผู้นำไมโครซอฟท์ไทย

"ไม่ว่าใคร ทำงานที่ไหน ล้วนมีความกดดันอยู่แล้ว คำถามคือเราจะรับมือกับมันอย่างไร สำหรับผมทุกวันที่มาทำงานผมจะมองไปข้างหน้าอยู่เสมอ และถ้าคุณมีความเชื่อเกิดขึ้นแล้วอะไรก็เป็นไปได้ ผมจะไม่คิดว่ามันคือความกดดัน แต่มันคือโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่างหาก แน่นอนว่าเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่แค่เราสนุกกับสิ่งที่เราทำอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น"

นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจเมื่อถูกถามถึงแรงกดดันการทำธุรกิจภายใต้แรงกดดันรอบด้าน ซึ่งหลังจากรับไม้ต่อเป็นเบอร์หนึ่งของไมโครซอฟท์ไทยได้ 18 เดือนเต็ม และแทบจะเป็น 18 เดือนที่ตลาดไอทีโดยรวมของไทยอยู่ในช่วงทรุดตัวอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ทราบกันดี แต่ผู้บริหารคนใหม่กลับมองว่า "เป็น 18 เดือนที่มีความสุข ที่ได้ทำงานทุกวัน"

เขามองว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่หากลองเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ไทยไม่ถือว่าด้อยกว่าประเทศใด หรือใกล้เคียงกันทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เว้นสิงคโปร์ที่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนแล้ว แต่ไทยก็มีจำนวนผู้ใช้งานมือถือและสมาร์ทโฟนสูงมาก

ยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมสำหรับไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีทั้งรถไฟฟ้า ระบบแท็กซี่ที่ดี ที่มองว่าเป็นมุมดีของประเทศไทยที่ยังมีโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้อีกมาก

เทรนด์ไอทีองค์กรเปลี่ยน

ขณะที่แนวโน้มของเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นทั้งคลาวด์ คอมพิวติ้ง, โมบิลิตี้, โซเชียล และบิ๊ก ดาต้า เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในโลกทุกวันนี้ สิ่งที่องค์กรต้องทำคือหาวิธีทำอย่างไรที่จะเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ และเปลี่ยนข้อมูลที่ได้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ แต่ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าโลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

"การใช้เทคโนโลยีขององค์กรจากเดิมที่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ตั้งในบริษัท ประมวลผล เพื่อให้ได้ข้อมูลมาช่วยปรับปรุงธุรกิจสู่ยุคที่องค์กรใช้บริการผ่านคลาวด์ได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ราคาแพงๆ ไว้เอง ข้อดีที่เห็นชัดคือ เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนให้องค์กรได้"

นอกจากนี้ในยุค "คอนซูเมอไรเซชั่น" คนทำงานต้องการใช้อุปกรณ์ที่ตัวเองมีอยู่มาใช้ในการทำงานมากขึ้นโดยไม่แยกว่าอุปกรณ์ส่วนตัว หรืออุปกรณ์สำนักงาน ทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า "บีวายโอดี (Bring Your Own Device)" ที่คล่องตัวในการทำงานมากกว่า หรือแม้แต่การใช้โซเชียล เน็ตเวิร์คทำงาน ไม่ว่าจะเป็นไลน์ หรือเฟซบุ๊ค

หากสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นคือ จะบริหารจัดการอุปกรณ์ หรือแอพพลิเคชั่นเหล่านี้อย่างไร ความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร รวมถึงบุคลากรที่หลากหลายช่วงวัย และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีแตกต่างกันซึ่งกำลังเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับองค์กรยุคนี้

"ผมก็เหมือนน้ำครึ่งแก้ว ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปเท่าไรผมก็มองว่าเป็นความท้าทายที่เราจะได้เจอกับโอกาสใหม่ๆ และก็ยังเป็นโอกาสอีกมากสำหรับไมโครซอฟท์ที่จะให้ทำให้โลกมองเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยธุรกิจได้อย่างไร และเสริมศักยภาพให้ผู้คนเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด"

พร้อมบอกด้วยว่า ถ้ารู้จักไมโครซอฟท์ดีก็จะรู้ว่าไมโครซอฟท์พัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ระดับเกมมิ่งไปจนถึงดาต้าในองค์กรขนาดใหญ่ และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งถือเป็นข้อดีของบริษัทที่มีทางเลือกให้ลูกค้าสามารถเลือกเทคโนโลยีที่ต้องการได้ไม่ว่าจะลงทุนเป็นทรัพย์สินของตัวเอง หรือใช้บริการเทคโนโลยีผ่านคลาวด์ เซอร์วิส และใช้งานร่วมกันแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันได้

18 เดือนแห่งพัฒนาการ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ตลอดเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ยังคงมีรายได้เติบโตดีในทุกตลาดและเป็นการเติบโตแบบเป็นตัวเลขสองหลัก โดยผลงานที่ได้ทำมีตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เด่นพร้อมๆ กับตลาดโลก ทั้งโปรแกรมออฟฟิศ 365, บริการแพลตฟอร์มผ่านอะซัวร์, ได้เป็น 1 ใน 26 ประเทศทั่วโลกที่บริษัทให้นำแทบเล็ตเซอร์เฟซเข้ามาเปิดตัว และทำตลาดซอฟต์แวร์ระดับฐานข้อมูลเวอร์ชั่นล่าสุดอย่างซีควล 2014

เขานับว่าเป็นช่วงเวลา 18 เดือนที่มีความก้าวหน้ามากสำหรับไมโครซอฟท์ในตลาดไทย ยังไม่นับรวมแผนที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ทั้งเซอร์เฟซรุ่นใหม่ และบริการซีอาร์เอ็ม ออนไลน์ ครั้งแรกที่เชื่อว่าจะทำให้ตลาดไทยยิ่งคึกคักมากขึ้นอีก

นายคูบจันดานิ ระบุว่า แม้จะผ่าน 18 เดือนที่พิสูจน์ผลงานในตลาดไทยไปแล้ว แต่ก็ยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำในอีก 18 เดือนข้างหน้า เพราะไมโครซอฟท์เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี และมีแผนลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ของบริษัทเพื่อช่วยพัฒนาระบบการศึกษาในไทย เช่นความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาผ่านโครงการพาร์ทเนอร์ อิน เลิร์นนิ่ง

นอกจากนี้ อีก 18 เดือนข้างหน้าก็จะได้เห็นไมโครซอฟท์เปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ผ่านเทรนด์ใหม่อย่างคลาวด์ เซอร์วิสมากยิ่งขึ้น นวัตกรรมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ตลอดจนความเคลื่อนไหวของไมโครซอฟท์ในตลาดโมบายมากขึ้นหลังบริษัทได้ควบรวมกิจการกับโนเกียเป็นที่เรียบร้อยในตลาดโลก

เปลี่ยนอนาคตต้องเริ่มตอนนี้

หากสิ่งสำคัญที่สุดในมุมมองของเขาคือ อนาคตจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องเริ่มตั้งแต่การกระทำในวันนี้ ต้องเริ่มมองตั้งแต่ระดับเยาวชน เลือกสิ่งที่เหมาะสมให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะเติบโตไปเป็นอนาคต ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาว

"ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทเดียวที่คิดถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว บริษัทลงทุนกับการช่วยพัฒนาด้านการศึกษาผ่านโครงการต่างๆ ทั่วโลก รวมแล้วนับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในไทยก็ลงทุนไปกว่า 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนและเด็กนักเรียนให้รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาศักยภาพและเตรียมพร้อมสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21"

ขณะเดียวกันก็ย้ำจุดยืนของ "ไมโครซอฟท์" ที่ยังคงเป็น "พันธมิตรกับประเทศ" ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแบบใด ก็จะไม่หยุดลงทุน แม้ปัญหาทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจก็เชื่อว่าเป็นเพียงระยะสั้น แต่เชื่อว่าในระยะยาวเศรษฐกิจไทยก็จะสามารถฟื้นกลับมาได้

โดยไมโครซอฟท์มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ธุรกิจ, การศึกษา, ตลาดเอสเอ็มบี และคอนซูเมอร์ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายให้ครอบคลุมกับความต้องการที่น่าจะช่วยผลักดันการเติบโตให้ไมโครซอฟท์ได้ต่อเนื่อง

"เราได้เปรียบที่เป็นบริษัทที่มีความหลากหลายของตลาดซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้เรายังสามารถลงทุน และเติบโตต่อไปได้ รวมถึงโอกาสที่เราจะให้กลับคืนสู่ประเทศ เพราะทุกๆ ประเทศที่เราเข้าไปทำธุรกิจจะทำผ่านพาร์ทเนอร์ในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการสร้างงาน และสร้างรายได้กับคนในท้องถิ่นโดยตรง"

สนุกกับสิ่งที่ทำ

ภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กันในปีที่กำลังมาถึงคือ ความท้าทายที่จะทำให้บริษัทยังเติบโตต่อไปได้ด้วยการลงทุนภายในองค์กรอย่างเหมาะสมทั้งบุคลากร และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และทำให้ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานด้วย และลงทุนในสิ่งที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ช่วยลูกค้าเข้าใจและตระหนักถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังส่งผลต่อองค์กร เช่น คลาวด์ คอมพิวติ้ง และหาวิธีที่ไมโครซอฟท์จะเข้าไปช่วยลูกค้าได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ใช่ว่าบริษัททุกแห่งจะทำได้ แต่ไมโครซอฟท์สามารถทำได้

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงสร้างการเติบโตให้ธุรกิจเพียงอย่างเดียว เป้าหมายในใจของผู้บริหารไมโครซอฟท์ไทยอีกอย่างคือ "การให้กลับคืนสู่สังคม"

"การศึกษาเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอด ซึ่งในฐานะที่ได้มาอยู่จุดนี้ก็อยากจะมั่นใจว่าไมโครซอฟท์จะยังคงเป็นพาร์ทเนอร์ที่จะมีส่วนช่วยยกระดับการศึกษาของประเทศได้ ผมเคยเป็นอาจารย์สอนด้านการตลาดที่สิงคโปร์ และเป็นเลคเชอร์เลอร์ที่ศศินทร์ด้วย แต่ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ผมก็รู้สึกสนุกกับทุกสิ่งที่ได้ทำ เพราะทำให้ได้เรียนรู้ไปด้วย การสอนหนังสือมีนักศึกษาถาม ผมก็เหมือนได้แลกเปลี่ยนความคิดไปด้วยทำให้รู้สึกว่าได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา"