"แต่ก็ต้องยอมรับว่าเวลามีเหตุการณ์ทางการเมืองก็มักจะมีผลกระทบกับธุรกิจเพราะตลาดภาพรวมไม่เติบโต"
จากจุดเริ่มต้นของโรงงานผลิตนาฬิกาแบรนด์ไซโก้ในเมืองซูวะทางตอนกลางของญี่ปุ่นเมื่อราว 70 ปีก่อน และสัมพันธภาพอันยาวนานที่กลายมาเป็นเอปสัน หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ "ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น" ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของธุรกิจพรินติ้งในตลาดไทยมายาวนาน
แต่ในตลาดโลกแล้ว "เอปสัน" ยังมีธุรกิจหลากหลายที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องบนรากฐานของเทคโนโลยีที่ยึดแนวคิดที่ต้องกะทัดรัด ประหยัดพลังงาน และมีความเที่ยงตรงสูง ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะนวัตกรรมบนเครื่องอิงค์เจ็ท พรินเตอร์เท่านั้น
"นายมิโนรุ อุซุอิ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ลูกหม้อคนสำคัญของแบรนด์เอปสันและผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดเทคโนโลยี "ไมโคร ปิเอโซ" ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีการพิมพ์สำหรับบริษัทไอทีรายใหญ่ของญี่ปุ่นแห่งนี้ และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดอิงค์เจ็ท พรินเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว
เขาให้สัมภาษณ์ในโอกาสพบปะสื่อจากตลาดสำคัญของบริษัทว่า เทรนด์ของธุรกิจพรินติ้งทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ต้องการใช้เงินสำหรับการพิมพ์มากเหมือนที่ผ่านมา
ดังนั้นการทำให้ต้นทุนในการพิมพ์ต่ำให้ได้มากที่สุดจึงน่าจะตอบโจทย์ตลาดได้ดี ซึ่งนอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเหมาะกับตลาดแต่ละกลุ่มแล้ว เอปสันยังพัฒนาบริการด้านการพิมพ์ต่างๆ เพื่อเป็นโซลูชั่นให้ลูกค้าได้เลือก เช่น การจ่ายแบบค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับผู้ใช้เครื่องพิมพ์ในองค์กรเพื่อไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องเอง
รวมทั้งการเพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ระบบการพิมพ์ผ่านคลาวด์ คอมพิวติ้งที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานได้สะดวกและไม่ต้องลงทุนกับระบบที่ยุ่งยาก เช่น ระบบอีเมล พรินติ้ง
4 ไดเรคชั่นดันธุรกิจโต
หลังจากตัวเขาได้ประกาศวิสัยทัศน์องค์กรระยะยาว หลังรับตำแหน่งเมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังผันผวนทั่วโลก เพื่อหันมาเน้นการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ เทคโนโลยีการฉายภาพ และเทคโนโลยีการรับสัญญาณที่ถือเป็นต้นตำรับของบริษัท รวมถึงศักยภาพของพนักงานเกือบ 75,000 คนทั่วโลกในการพลิกโฉมให้เอปสันเป็นแบรนด์ที่ผู้คนจะขาดไม่ได้
นายอุซุอิระบุว่า ทิศทางสำคัญของธุรกิจปีนี้คือ การมุ่งเน้น 4 ตลาดสำคัญทั้งกลุ่มพรินติ้งที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ด้านการสื่อสารด้วยภาพ กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
"ในทุกๆ ตลาดใหม่ที่เราเข้าไป ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เรามีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งในอีก 2 ปีจากนี้ทิศทางของการพัฒนานวัตกรรมของบริษัทจะสร้างบนพื้นฐานของไดเรคชั่นทั้ง 4 กลุ่มดังกล่าว" ประธานใหญ่ว่า
บุกตลาดใหม่เพิ่มความท้าทาย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถือเป็นความท้าทายของเอปสันปีนี้ หลักๆ คือ ความพยายามที่จะนำธุรกิจพรินติ้งขยายไปในตลาดใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับเอปสัน เพราะนอกจากต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่เหมาะสมกับธุรกิจแล้ว ยังต้องเริ่มสร้างเครือข่ายการขายสำหรับตลาดใหม่ๆ ด้วย
ทั้งแผนการยกระดับคอร์ เทคโนโลยีเดิมเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากการพิมพ์ เช่น ตลาดกีฬา สุขภาพ และหุ่นยนต์ ที่นับเป็นความท้าทายที่บริษัทมองว่าล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจของเอปสันก้าวหน้าต่อไปได้
เล็งร่วมวง "3ดี พรินติ้ง" อีก 5 ปี
นอกจากเป้าหมายที่ต้องการขยายตลาดการพิมพ์เข้าไปในอุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว ประธานเอปสันยังเผยว่า บริษัทสนใจตลาดเครื่องพิมพ์ 3มิติด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเทรนด์ของการพิมพ์สำหรับอุตสาหกรรมที่พิมพ์วัสดุที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก หรือโลหะ ซึ่งคาดว่าเอปสันจะเริ่มมีเครื่องพิมพ์กลุ่มนี้ออกวางจำหน่ายภายใน 5 ปีจากนี้
นายอุซุอิ ยังบอกว่า ธุรกิจของเอปสันจากนี้นอกเหนือจากตลาดหลักในกลุ่มพรินติ้งแล้ว จะเริ่มได้เห็นนวัตกรรมด้านอื่นๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบการสื่อสารด้วยภาพ เช่น สมาร์ท กลาส ที่พัฒนาจากคอร์เทคโนโลยีของเอปสันเองที่ทำให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากคู่แข่ง
หรือแม้แต่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่นสมาร์ท วอชท์ หรือนาฬิกาอัจฉริยะที่ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนเพื่อติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ และการดูแลสุขภาพจากข้อมูลร่างกายที่แม่นยำซึ่งเริ่มมีผลิตภัณฑ์ทำตลาดในญี่ปุ่นบ้างแล้ว รวมถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีนวัตกรรมโดดเด่นเฉพาะสำหรับใช้งานในตลาดอุตสาหกรรม
เพิ่มไลน์สินค้าเจาะตลาดเกิดใหม่
สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แม้จะมีสัดส่วนรายได้เพียงเล็กน้อย หรือราว 3% ของรายได้เอปสันทั่วโลก แต่ก็เป็นหนึ่งในโซนตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตได้ดี
"ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทย อินเดีย ล้วนเป็นตลาดสำคัญสำหรับเอปสัน ที่เรากำลังมองหาการเติบโตในตลาดใหม่ๆ เช่น การนำเทคโนโลยีการพิมพ์เข้าไปในอุตสาหกรรมต่างๆ"
หวังการเมืองไทยนิ่งดันภาพรวมตลาดฟื้น
สำหรับตลาดไทยประธานใหญ่เอปสันย้ำว่า สถานการณ์ไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยที่น่ากังวลมาก เพราะส่งผลต่อตลาดในภาพรวม แต่เอปสันก็หวังว่าสถานการณ์จะกลับมามีเสถียรภาพให้เร็ว
อย่างไรก็ตามเอปสันในประเทศไทยก็ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างปกติ ทั้งส่วนของโรงงาน (ผลิตนาฬิกาควอซ) และส่วนของการขายผลิตภัณฑ์
"เรามีโรงงานในไทย และมีเซล ออฟฟิศ ซึ่งทุกอย่างก็ยังดำเนินไปตามปกติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเวลามีเหตุการณ์ทางการเมืองก็มักจะมีผลกระทบกับธุรกิจ เพราะตลาดภาพรวมไม่เติบโต คนไม่อยากซื้อของ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรน่ากลัว ทุกอย่างยังทำงานไปตามปกติ"
ขณะที่ผลิตภัณฑ์หลักสำหรับตลาดเกิดใหม่ดังกล่าวส่วนใหญ่ก็จะยังอยู่ในกลุ่มพริ้นติ้ง โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ตระกูลแอล ซีรีส์ ซึ่งมียอดขายเชิงปริมาณเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจะเพิ่มไลน์อัพสินค้าให้มากขึ้น และคาดว่าจะทำให้รายได้รวมการเติบโตของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีงบประมาณนี้ขยับขึ้นได้ 5% จากปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 3 หมื่นล้านเยน
ลงทุนต่อเนื่อง
นอกจากนี้ก็จะยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องสำหรับการขยายกระบวนการผลิตสินค้าด้วยงบ 100 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มจากปีก่อนหน้าที่ใช้ไปแล้ว 160 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่รวมงบสำหรับการลงทุนด้านกระบวนการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนวัสดุการผลิตต่างๆ อีก 140 ล้านดอลลาร์
"พรีซิชั่น คอร์ (Precision Core) ยังเป็นกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของกลุ่มพรินติ้งที่เอปสันจะเพิ่มจำนวนสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีนี้ให้มากขึ้นทั้งสำหรับตลาดองค์กรใหญ่ และออฟฟิศทั่วไปด้วยช่องทางการขายเดิมที่มีอยู่ ตัวแทนจำหน่ายสินค้าในกลุ่มองค์กร และช่องทางใหม่ๆ อย่างโมเดิร์น เทรด"
ทั้งนี้เพื่อสานเป้าหมายในปีนี้ ซึ่งประธานใหญ่เอปสันย้ำว่า นอกจากการเพิ่มรายได้ และผลกำไรให้เติบโตได้มากขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นความท้าทายที่จะขยายการเติบโตในตลาดใหม่ๆ ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของเอปสันที่จะสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ๆ ให้บริษัทนอกเหนือจากธุรกิจพรินติ้งเพียงอย่างเดียว





