สุนทรียภาพแห่งเครื่องหอม

สุนทรียภาพแห่งเครื่องหอม

เส้นทางแห่งความสำเร็จของ "กายา" ลูกประคบแบรนด์ไทยที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งเรื่องของดีไซน์และรูปลักษณ์ที่ใช้ง่าย

จากภูมิปัญญาโบราณลูกประคบสมุนไพรไทยแท้ ผ่านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกระดับแสดงให้เห็นถึง “ความเป็นสากล” เส้นทางแห่งความสำเร็จของ "กายา" ลูกประคบแบรนด์ไทยที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งเรื่องของดีไซน์และรูปลักษณ์ที่ใช้ง่าย โดยเฉพาะสามารถใช้กับเตาไมโครเวฟ

"สุวิทย์ อาชวุฒิกุลวงศ์" ได้ประยุกต์องค์ความรู้เก่าแก่ซึ่งมีกรรมวิธีการใช้ที่ยุ่งยาก ให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ในตลาดต่างประเทศ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์สปาลูกประคบแบรนด์ "กายา" ขายได้กับคนต่างชาติ ไม่ว่าเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง ดูไบ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ที่เหลือ 10% เป็นตลาดในประเทศ กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ชื่นชอบสปาไทย

สร้างอัตลักษณ์ตราสินค้า

"เราสามารถการันตีความน่าเชื่อถือด้วยการพิมพ์คำว่า เมคอินไทยแลนด์ ได้อย่างภาคภูมิ ใจ เสมือนการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Destination) ที่ประสบความสำเร็จ เพราะนอกเหนือจากตอกย้ำความเป็นไทยแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สปาและลูกประคบนี้ด้วย และที่สำคัญเป็นจุดขายที่ลอกเลียนแบบได้ยากอีกด้วย" ความภูมิใจในความเป็นไทยจาก สุวิทย์ อาชวุฒิกุลวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเนอร์รูม จำกัด เจ้าของแบรนด์ กายา และ มายา

ขณะเดียวกันในส่วนของแบรนด์ "มายา" ซึ่งเป็นเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์สปา ที่มีอายุเกือบ 10 ปีและเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ เริ่มต้นจากการพัฒนาคาแรคเตอร์ของแบรนด์ให้แตกต่างจากเครื่องหอมทั่วไป ทั้งเรื่องของ บรรจุภัณฑ์ สีสัน วิธีการใช้งาน และสิ่งที่สำคัญสุดก็คือการพัฒนากลิ่นแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

"ที่มาของแต่ละกลิ่นจะถูกสร้างขึ้นจากคอนเซปท์ให้เกิดความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นดอกไม้ หรือถ้าเป็นแนวสปาก็จะเป็นแนวที่มีความซับซ้อน คุณภาพกลิ่นเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์ของแบรนด์"

ตลาดเครื่องหอมในประเทศไทยมีพัฒนาการช้ากว่าในยุโรป เนื่องจากไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตต่างกัน ในยุโรปกลิ่นถือเป็นส่วนหนึ่งชีวิตประจำวัน เช่น จุดเทียนหอมในบ้านเพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย จะว่าไปแล้วการเสพเครื่องหอมคล้ายกับการฟังเพลง แต่เป็นการเสพด้วยกลิ่นผ่านจมูก ถือว่าเป็น ศิลปะอีกแขนงหนึ่ง

สุวิทย์ บอกว่า ในฐานะผู้ผลิตพยายามสร้างกลิ่นที่แตกต่างเริ่มต้นจากจินตนาการ บวกความชอบ การทดลอง ทดสอบกลุ่มตัวอย่างเหมือนกับการแต่งเพลง เริ่มต้นจากตั้งชื่อเพลงแล้วพยายามแต่งเนื้อร้องและทำนองตามมา ขณะที่กลุ่มเป้าหมายแต่ละชาติจะมีความชื่นชอบแนวกลิ่นที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง คนจีนชอบกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ ไม่ซับซ้อน เช่น กุหลาบ มะลิ ที่จินตนาการภาพกับกลิ่นได้มาจากอะไร ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ส่วนกลุ่มคนยุโรปที่คุ้นเคยกับกลิ่นต้องการกลิ่นที่ซับซ้อน มีความเป็นนามธรรมมากขึ้น

การเดินทางของ "เครื่องหอม"

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของกิจการมาจากเครื่องหอมแบรนด์มายา 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์กายา ในอนาคตจะขยายและแตกไลน์กลุ่มผลิตภัณฑ์สปาออกมาตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น โดยสัดส่วนลูกค้าหลักเป็นชาวต่างประเทศ เพราะพื้นที่ขายอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม คิงเพาวเวอร์ พารากอน อีกส่วนจะเป็นตลาดส่งออก

“ปัจจุบันเทรนด์ธุรกิจเครื่องหอมถือเป็นกลุ่มสินค้าแนวใหม่ ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนกลุ่มสินค้าหัตถกรรมไทย เพราะกลุ่มลูกค้ามีความสนใจที่ซื้อเป็นของขวัญของฝากเพิ่มมากขึ้นและยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มีภาพลักษณ์ดี โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งมียอดการซื้อสูง ส่วนกลุ่มลูกค้าคนไทยจะโฟกัสไปที่กลุ่มลูกค้าระดับบน (ไฮเอ็น)"

สำหรับแนวทางการการทำตลาด สุวิทย์ยังคงยึดรูปแบบ “ปากต่อปาก” และขยายตลาดตามไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์มากขึ้น แทนที่จะโหมโฆษณากระตุ้น เพราะอยากเติบโตแบบยั่งยืนมากกว่าโตแบบหวือหวา

http://youtu.be/bxm_yS7ugE8